วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ปิดถนนมิตรภาพเบรก ผวจ.อุดรฯ รับใบสั่งปักหมุดเหมืองแร่โปแตซ

อุดรธานี - กลุ่มอนุรักษ์อุดรธานีปิดถนนมิตรภาพ
ยื่นคำขาดให้ศึกษาผลกระทบภาพเชิงยุทธศาสตร์ตามมติ ครม.ปี 49 จี้ยุติบทบาท
กรรมการชุด สมพร ใช้บางยาง
หวั่นใช้เป็นเครื่องมือลงปักหมุดเขตเหมืองโปแตซ

สืบ เนื่องจากเมื่อวันที่ 23
ก.ค.กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี เข้าพบและเจรจากับ นายอำนาจ
ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
เพื่อเรียกร้องให้ยติบทบาทกรรมการแก้ไขปัญหาการดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตซ
จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมี นายสมพร ใช้บางยาง ประธาน
ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา
และให้ความรู้การดำเนินการโครงการเหมืองแร่โปแตซ จังหวัดอุดรธานี
(ลงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ.2552)

แม้กลุ่มอนุรักษ์จะได้ยื่นหนังสือคัดค้านไปยัง นายสมพร
และกระทรวงอุตสาหกรรมด้วยก็ตาม โดยได้มีการแต่ตั้งอนุกรรมการ
ที่ประกอบด้วย หัวหน้าส่วนราชการทุกอำเภอในจังหวัดอุดรธานี
ให้มีอำนาจหน้าที่จัดการประชุมชี้แจงข้อมูลโครงการ
และกระบวนการขออนุญาตประทานบัตร ให้กับประชาชนในจังหวัดอุดรธานี
โดยมอบหมายให้ นายอำนาจ ผการัตน์ เป็นประธานอนุกรรมการดังกล่าว
แต่การเจรจาเมื่อวานนี้ล้มเหลว เมื่อ นายอำนาจ ผการัตน์
ยืนกรานจะดำเนินการประชุมต่อไป
เพราะเป็นคำสั่งของทางราชการตนต้องปฏิบัติตามไม่อาจละเว้นได้
เป็นเหตุให้กลุ่มอนุรักษ์ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งและเดินออกจากที่ประชุม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (24 ก.ค.)
ตั้งแต่เช้าบริเวณศาลากลางจังหวัดอุดรธานี
ได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้ควบคุมสถานการณ์
เพราะคาดว่ากลุ่มอนุรักษ์จะเข้ามาชุมนุมประท้วงการประชุมของอนุกรรมการดัง
กล่าว แต่เมื่อเวลาตั้งแต่ประมาณ 08.00 น.สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯประมาณ 500
คน ก็ทยอยกันได้เดินทางมารวมตัวกันที่บริเวณถนนมิตรภาพสายอุดรฯ-ขอนแก่น
สามแยกเข้าสู่ อ.ประจักษ์ศิลปาคม พื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตซอุดรธานี

จนกระทั่งเวลาประมาณ 09.00 น.กลุ่มผู้ชุมนุมจึงได้ค่อยๆ
เคลื่อนขบวนเข้ายึดปิดถนนมิตรภาพขาออกจากจังหวัดอุดรธานีไว้ได้ 1
ช่องทางจารจร ต่อมาได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมือง และ
สภ.ประจักษ์ศิปาคม กว่า 60 นาย รุดออกมาควบคุมสถานการณ์ไว้
ขณะที่บริเวณศาลากลางจังหวัดก็ได้เริ่มดำเนินการการประชุม
กลุ่มอนุรักษ์อุดรธานีพยายามที่จะปิดถนนเพิ่มอีกหนึ่งช่องทาง
ทำให้เกิดเหตุชลมุนเล็กน้อยเมื่อผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจปะทะกันแต่ไม่
มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

นาง มณี บุญรอด รองประธานกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
กล่าวว่าการที่ต้องชุมนุมปิดถนนในวันนี้ เพราะเกิดแรงกดดันทางการเมือง
และบริษัทที่เร่งรัดให้เกิดการปักหมุดเขตเหมืองแร่ให้ได้
และการประชุมของอนุกรรมการวางแผนลงพื้นที่ชี้แจงโครงการเหมืองแร่โปแตซ
ทั่วทั้งจังหวัดอุดรฯ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้ง
ความรุนแรงในพื้นที่ที่อีกครั้ง พร้อมยืนยันข้อเสนอเดิม คือ
ให้มีการศึกษาผลกระทบในภาพรวม
หรือการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ตามที่ได้มีมติคณะรัฐมนตรี
ที่เห็นพ้องกับมติคณะกรรมสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2649
ตลอดจนความเห็นขององค์กรอิสระต่างๆ ก็มีข้อเสนอเช่นกัน

"กรรมการชุดนี้เป็นใบสั่งของนักการเมืองฝ่ายบริษัท
คณะกรรมส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ เช่น นายอำเภอทุกอำเภอ ตำรวจ อัยการ
ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีข้อมูลเรื่องเหมืองแร่โปแตซ
อีกทั้งเป็นลูกน้องของผู้ว่าฯ เมื่อผู้ว่าฯ ว่าอย่างไรก็ไม่มีใครกล้าหือ
และการชี้แจงทั่วทุกอำเภอ ก็ไม่สนว่าชาวบ้านจะเข้าใจหรือไม่
เพราะสุดท้ายเป้าหมาย อยู่ที่การรังวัด ปักหมุด เขตเหมือง
ตามขั้นตอนประทานบัตร ซึ่งก็จะเกิดปัญหาความขัดแย้ง
ตีกันในพื้นที่อีกเช่นเคย ดังนั้นกลุ่มอนุรักษ์ฯ
จึงขอให้ผู้ว่ายุติไว้ก่อนจนกว่าจะทำตามมติ ครม.เมื่อปี 2549 เสียก่อน"
นางมณีกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12
กันยายน 2549 พ้องตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2549
ให้มีการดำเนินการใดการศึกษายุทธศาสตร์การจัดการแร่โปแตชของประเทศ
(Strategic Environmental Assessment ; SEA)
ก่อนที่จะมีการดำเนินการใดในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี
และโครงการเหมืองแร่โปแตชอื่นในภาคอีสาน
เพราะว่าขณะนี้มีการดำเนินการของเอกชนในการยื่นขอสำรวจและผลิตแร่โปแตชใน
พื้นที่ 6 จังหวัด คือ จ.ชัยภูมิ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี จ.นครราชสีมา
จ.ขอนแก่น และ จ.มหาสารคาม ทั้งสิ้น 7 โครงการรวมพื้นที่ ประมาณ 654,145
ไร่

การชุมนุมดำเนินไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 11.00 น.นายอำนาจ
ผการัตน์ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีได้เดินมายังที่ชุมนุมเพื่อขอเจรจาให้
ผู้ชุมนุมเปิดถนน
ขณะที่ผู้ชุมนุมกำลังพยายามกดดันด้วยการปิดถนนเพิ่มอีกหนึ่งช่องทางจารจรและ
มีฝนตกลงมาอย่างหนัก จนฝนหยุดในเวลาประมาณ 13.00
น.กลุ่มผู้ชุมนุมจึงต้องยอมเจรจาโดยยื่นขอเสนอให้ยุติบทบาทกรรมการ
ชุดนายสมพร ใช้บางยาง และให้ศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์
ก่อนดำเนินการใดเกี่ยวกับโครงการเหมืองแร่โปแตซ

ที่ สุด นายอำนาจ ผการัตน์
มีท่าทียอมรับข้อเสนอดังกล่าวและได้ทำบันทึกข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรไว้
3 ประการ คือ หนึ่ง ทำหนังสือแจ้งให้ นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการ
ทราบว่า ต้องยุติการดำเนินการของคณะอนุกรรมการ
เพราะไม่เป็นที่ยอมรับและไม่อาจดำเนินการได้ตามเป้าหมาย สอง
เสนอให้คณะกรรมการพิจารณายุติบทบาทกรรมการชุดดังกล่าวไว้ก่อน และสาม
ให้มีการแต่งตั้งกรรมการศึกษาผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์(SEA) ตาม มติ
ครม.และมติ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อม เมื่อปี 2549

นายอำนาจ ผการัตน์ กล่าวกับที่นุมนุมว่า
ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอเรื่องการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านไม่ใช่เพียงแต่
เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว
แต่ต้องครอบคลุมไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาตามมาเหมืองโครงการอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม ตนจะนำข้อเสนอของที่ชุมนุมในวันนี้ไปเสนอต่อประธานคณะกรรมการต่อไป

ที่ชุมนุมพอใจข้อตกลงดังกล่าวจึงได้ยอมเปิดเส้นทางจราจรและสลายการชุมนุมเมื่อเวลาประมาณ
14.00 น.

ด้าน นายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์
ที่ปรึกษากลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี กล่าวในภายหลังว่า
"ที่ผ่านมาผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานีมีท่าทีแข็งกร้าว
และมุ่งหมายจะผลักดันให้เกิดการลงพื้นปักหมุดเขตเหมืองแร่ให้ได้ ซึ่งตลอด
8 ปีที่ผ่านมาก็เห็นมาแล้วว่าจะเป็นเหตุแห่งปัญหาการไม่ยอมรับและความขัดแย้ง
ตนเห็นว่า ต้องหาทางออกร่วมกันอย่างสร้างสรรค์
สร้างการเรียนรู้ที่แท้จริงให้สังคม
โดยเฉพาะเรื่องการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งปัจจุบันสำนักงานนโยบาย
และแผนคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สผ.)
ได้มีแนวทางในการประเมินออกมาแล้วการพัฒนาขบวนการนี้น่าจะเป็นแนวทางยกระดับ
การมีส่วนร่วมของประชาชน และมาตรฐานการดำเนินนโยบายสาธารณะในสังคมไทย"
นายสุวิทย์ กล่าว

ร่วงอีก 1 ชาวอุดรฯเหยื่อหวัดใหญ่ 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2552 14:13 น.
อุดรธานี - ร่วงอีก 1 ชาวอุดรธานี เหยื่อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 ขณะที่ยอดสะสมผู้ป่วยพุ่งสูงถึง 521 ราย หายแล้ว 109 ราย
อยู่ระหว่างดูแลรักษาใกล้ชิดถึง 166 ราย โดยพื้นที่ปลอดผู้ป่วยติดเชื้อมี
3 อำเภอ คือ อ.นายูง-กู่แก้ว-ประจักษ์ศิลปาคม

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุใหม่ 2009 ที่
จ.อุดรธานี ว่า ในขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย รายแรกเป็นเพศชายอายุ
55 ปี เป็นคนอำเภอกุมภวาปี มีโรคประจำตัวเบาหวานกับสะเก็ดเงิน
รายที่สองเป็นเพศชายอายุ 29 ปี เป็นคนอำเภอไชยวาน
ซึ่งเสียชีวิตโดยมีโรคแทรกซ้อน คือ ปอดแตก

นายสัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุจังหวัดอุดรธานี
เปิดเผยว่า สถานการณ์โรคในจังหวัดอุดรธานี ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2552
ถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 เวลา 24.00 น.
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี
มีสรุปยอดผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
มีผู้ป่วยในข่ายเฝ้าระวังดำเนินการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 521 ราย
ตัดออกจากการเฝ้าระวัง ตรวจไม่พบเชื้อ 250 ราย รอผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ
11 ราย ผู้ป่วยยืนยัน วันที่ 21 ก.ค.52 จำนวน 18 ราย ผู้ป่วยยืนยัน
วันที่ 22 ก.ค.2552 จำนวน 12 ราย

ขณะที่มีผู้ป่วยยืนยันรายใหม่ วันที่ 23 ก.ค.2552 จำนวน 16 ราย
มีผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1) สะสม 275 ราย
แยกเป็นหายเป็นปกติ หรือพ้นระยะเฝ้าระวัง 109 ราย
อยู่ในระหว่างเฝ้าระวังดูแลรักษา 166 ราย คือ รักษาที่โรงพยาบาล 29 ราย
อาการทั่วไปดี (รพ.อุดรธานี 4 ราย, รพ.ชุมชน 6 ราย, รพ.เอกชน 18 ราย)
รักษาเฝ้าระวังที่บ้าน 137 ราย อาการทั่วไปดี

โดย สรุปแล้วจังหวัดอุดรธานี มีผู้ป่วยติดเชื้อยืนยัน
อยู่ระหว่างการรักษาและเฝ้าระวัง 166 ราย
มีผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)
เสียชีวิต จำนวน 2 ราย

ส่วนอำเภอที่ยังไม่มีรายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 คือ อ.นายูง, กู่แก้ว และประจักษ์ศิลปาคม
และอำเภอที่มีผู้ป่วยพ้นระยะเฝ้าระวัง คือ อ.วังสามหมอ อำเภอที่เฝ้าระวัง
ครบรอบ 7 วัน ไม่มีรายงานผู้ป่วยใหม่ คือ สร้างคอม, หนองหาน, ทุ่งฝน,
โนนสะอาด และศรีธาตุ ส่วนอำเภออื่นๆ อีก 11 อำเภอยังไม่พ้นระยะเฝ้าระวัง

ทำนาข้าวในโรงเรียนปลุกสำนึกเด็กรู้คุณข้าว-อาชีพทำนา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 กรกฎาคม 2552 12:47 น.
อุดรธานี - ศูนย์ เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรฯ
ร่วมโรงเรียนชุมชนนิคมสร้างตนเองเชียงพิณ 2 จัดโครงการทำนาข้าวในโรงเรียน
หวังปลูกฝังให้เยาวชนรู้คุณค่าของข้าวและอาชีพทำนา
ภาคภูมิใจในวิถีอาชีพของบรรพบุรุษ

เมื่อเวลา 10.30 น.วันนี้ (24 ก.ค.)
ที่ทุ่งนาโรงเรียนชุมชนนิคมสร้างตนเองเชียงพิณ 2 อ.เมืองอุดรธานี
นายทรงศักดิ์ อัมรัตน์ รองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 1
เป็นประธานเปิดโครงการทำนาข้าวโรงเรียน ตามนโยบาย ปลูกข้าว ปลูกใจ
เด็กไทยรักข้าว โดยศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี
ร่วมกับโรงเรียนชุมชนนิคมสร้างตนเองเชียงพิณ 2 จัดขึ้น

นายดอม พรมทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนนิคมสร้างตนเองเชียงพิณ 2
กล่าวว่า โครงการทำนาข้าวโรงเรียน
เป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียนและชุมชนในท้องถิ่น
ซึ่งได้ร่วมกับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุดรธานี
ดำเนินการติดต่อกันมาเป็นเวลา 5 ปี
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังความรู้ด้านการทำนาข้าวกับวิถีชีวิตของคนไทย

รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น
โดยการฝึกปฏิบัติการทำนาด้วยตนเอง เพื่อเป็นการถ่ายทอดความรู้สึก
ให้รู้ถึงความเพียรพยายาม วิริยะ อุตสาหะของชาวนา
ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้ตระหนักถึงความสำคัญของข้าวและชาวนา
เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับ
การทำนาข้าวและเกิดความประทับใจ ภูมิใจในวิถีชีวิตของคนไทยและตนเอง

อีกทั้งยังทำให้เด็กนักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปพัฒนาตนเอง
และดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงได้

ทบ.หนองสำโรงรณรงค์ จนท.ผู้นำชุมชนงดเหล้า-บุหรี่

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 กรกฎาคม 2552 16:44 น.
อุดรธานี - เทศบาลหนองสำโรง อ.เมืองอุดรฯร่วมรณรงค์งดเหล้า-บุหรี่
อบรมเข้มพนักงานเจ้าหน้าที่-อสม-ผู้นำชุมชนหวังเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่
เผยผู้เข้าอบรม124 คนจาก 182
คนยอมรับอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทั้งดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุรี่

เมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้ (23 ก.ค.) ที่ห้องประชุมโรงแรมนภาลัย
อ.เมืองอุดรธานี เทศบาลเมืองหนองสำโรง ได้นำพนักงาน ลูกจ้าง ประธานชุมชน
อสม.จำนวน 182 คน
เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกลุ่มเสี่ยงดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และ
สูบบุหรี่ ปี 2552 โดยมีวิทยากรจากสำนักงานสาธารณสุข จ.อุดรธานี
มาให้ความรู้เกี่ยวกับพิษภัยของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่

ซึ่งพนักงานและเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมืองหนองสำโรง
มีจำนวนทั้งสิ้น 299 คน พบว่า มีกลุ่มเสี่ยง จำนวน 124 คน
แยกเป็นผู้สูบบุหรี่ จำนวน 14 คน คิดเป็น 4.68%
ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จำนวน 35 คน คิดเป็น 11.70%
ผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบหรี่ จำนวน 75 คน คิดเป็น 25.08%
และในกลุ่มประธานชุมชน ประธาน อสม.พบว่ามีกลุ่มเสี่ยง จำนวน 58 คน
รวมทั้งสิ้น 182 คน

ตัวเลขดังกล่าวแสดงถึงความเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคต่างๆ มากกว่า
25 โรค อันเกิดจากพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ โรคตับแข็ง
มะเร็งตับ และจากผู้สูบบุหรี่ และไม่สูบบุหรี่ อาทิ โรคถุงลมโป่งพอง
และมะเร็งปอด จากเหตุผลดังกล่าว ศูนย์บริการสาธารณสุข
เทศบาลเมืองหนองสำโรง
และกองทุนระบบหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่นเทศบาลเมืองหนองสำโรง
ได้เล็งเห็นความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มเสี่ยง

จึง ได้จัดทำโครงการนี้ขึ้น
เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่เกิดการดูแลใส่ใจกับสุขภาพตนเอง คนรอบข้าง
อันจะส่งผลถึงสุขภาวะทางกายที่ดีตลอดจนลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้อีก

โดยการอบรมผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องมีคะแนนผ่านเกณฑ์การทดสอบ
Pre-Post Test ร้อยละ 80 ขึ้นไป และร้อยละ 60
ของกลุ่มเสี่ยงที่ได้ทำสัญญาใจ ทำความดีถวายในหลวง ลด ละ เลิก
การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ซึ่งจะทำการประเมินผล 3 เดือน
หากผู้เข้ารับการอบรมผ่านการประเมิน ก็จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เปิดแล้วจุดบริการน้ำประปาดื่มได้แห่งที่ 122 บ้านผือ

อุดรธานี - การประปาส่วนภูมิภาค ร่วมกับกรมอานามัย และจังหวัดอุดรธานี
จัดพิธีประกาศรับรองให้พื้นที่ในเขตบริการน้ำประปาของหน่วยบริการกุดจับ
สำนักงานประปาบ้านผือ จ.อุดรธานี เป็นพื้นที่น้ำประปาดื่มได้แห่งที่ 122

วันนี้ (21 ก.ค.) เวลา 10.00
น.ที่บริเวณหน้าสำนักงานสาธารณสุขอำเภอกุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี
นายทศพล ทิพรส รองผู้ว่าการ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เป็นประธานเปิด
โครงการน้ำประปาดื่มได้ โดยมีนายกฤษเพชร ศรีปาน
รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และนายศากุล เอี่ยมศิลา
ที่ปรึกษากรมอานามัย
ร่วมพิธีเปิดโครงการน้ำประปาดื่มได้ของการประปาส่วนภูมิภาค
เป็นโครงการที่เกิดขึ้นตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทย
เพื่อเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน
ให้ได้บริโภคน้ำประปาที่มีคุณภาพ
ได้มาตรฐานน้ำดื่มตามเกณฑ์ขององค์กรอานามัยโลก

ปัจจุบันการประปาส่วนภูมิภาค
มีสำนักงานประปาที่ได้รับการประกาศรับรองให้เป็นพื้นที่น้ำประปาดื่มได้
จากกรมอานามัยแล้วทั้งสิ้น 121 แห่ง และหน่วยบริการกุดจับ
สำนักงานประปาบ้านผือนี้เป็นแห่งที่ 122
ที่ได้รับรองว่าเป็นพื้นที่น้ำประปาดื่มได้

สำหรับพื้นที่เขตเทศบาลตำบลกุดจับและตำบลเมืองเพีย
นี้ประชาชนบริโภคน้ำฝน น้ำบ่อและน้ำบรรจุขวดเป็นหลัก
ซึงการบริโภคน้ำฝนและน้ำบ่อถึงแม้ว่าจะไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ก็มีความเสี่ยง
สูงที่จะมีเชื้อโรคปนเปื้อนมา การประกาศพื้นที่น้ำประปาดื่มได้
ในพื้นที่อำเภอกุดจับ ของหน่วยบริการกุดจับ ส นักงานประปาบ้านผือ
ในวันนี้

นอกจากประชาชนผู้ใช้น้ำจะได้บริโภคน้ำประปาที่ผ่านการรับรองจากกรมอา
นามัยว่าสะอาดและปลอดภัยแล้ว ยังสามารถดื่มได้โดยตรงจากก๊อกอีกด้วย
และยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดจากท้องตลาด
ซึ่งมีราคาแพงกว่าน้ำประปากว่าหลายเท่าตัว

นายทศพล ทิพรส รองผู้ว่าการ การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) กล่าวว่า
โครงการน้ำประปาดื่มได้นี้ ภายหลังจากการเปิดโครงการดังกล่าว
การประปาส่วนภูมิภาค
ยังคงตรวจสอบคุณภาพน้ำให้ได้มาตราฐานอยู้ตลอดเวลาเพื่อให้น้ำประปาจากก๊อกใน
บ้านของทุกคน สามารถดื่มได้เช่นเดียวกับน้ำที่อยู่ในท่อส่งน้ำของการประปาส่วนภูมิภาค

ทั้งนี้ ทางหน่วยบริการน้ำประปากุดจับ สำนักงานประปาบ้านผือ
ได้ติดตั้งจุกบริการน้ำดื่มฟรีไว้ให้บริการประชาชน จำนวน 2 จุด ได้แก่
บริเวณหน้าสาธารณสุขอำเภอกุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี
และบริเวณหน้าโรงกรองน้ำหน่วยบริการกุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000082277

โชคดี! ชาวอุดรฯ ทันได้ชมสุริยุปราคา

อุดรธานี - มรภ.อุดรฯ จัดกิจกรรมชมปรากฏการณ์การเกิดสุริยุปราคา
พร้อมให้ความรู้ถึงสาเหตุการเกิดสุริยุปราคา
ด้านประชาชนอ้างเป็นลางบอกเหตุร้ายจะเกิดกับบ้านเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ประมาณ 07.10-09.00 น.วันนี้ (22
ก.ค.) เป็นต้นมา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ได้มีการจัดกิจกรรมชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา

การเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเหนือท้องฟ้าของ จ.อุดรธานีนั้น
สภาพอากาศในช่วงเช้าเป็นใจเป็นอย่างดีสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน
กระทั่งเวลาประมาณ 08.00 น.พบว่า
สภาพอากาศเริ่มมีเมฆบดบังบางทำให้การดูการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา
ดูได้อย่างไม่ต่อเนื่อง

โดยทางมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ได้จัดสถานที่ในการส่องกล้องดูที่บริเวณสนามบาสเกตบอลของมหาวิทยาลัย
ซึ่งได้เตรียมกล้องโทรทัศน์จำนวน 3 ตัว
แว่นสำหรับดูสุริยุปราคาจำนวนหนึ่ง
ในระหว่างการดูการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคานั้น
ทางมหาวิทยาลัยได้มีการอธิบายและให้ความรู้ตามหลักวิทยาศาสตร์
เกี่ยวกับเรื่องการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาไปด้วย

ในขณะที่ประชาชนที่ทราบข่าวการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคา
ต่างพากันออกมายืนดูการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาที่หน้าบ้านตนเอง
ต่างคนก็ต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา
บางก็ว่าจะเป็นช่วงวิกฤตแก่บ้านเมือง อันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000082819

ชาวอุดรฯ ร่วมปลูกต้นตะกู 5 แสนต้น เฉลิมพระเกียรติฯ ในนิคมสร้างตนเองห้วยหลวง

อุดรธานี - ชาว จ.อุดรธานี พร้อมใจปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 76 พรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ บนพื้นที่ 150 ไร่ด้วยต้นตะกู
ร่วม 5 แสนต้น ในพื้นที่นิคมสร้างตนเองห้วยหลวง
หวังฟื้นป่าช่วยอนุรักษ์ดิน น้ำ และ สิ่งแวดล้อมธรรมชาติ
เป็นแหล่งอาหารสัตว์นานาชนิด

วันนี้ (23 ก.ค.) เวลา 10.00
น.ที่บริเวณพื้นที่นิคมสร้างตนเองห้วยหลวง ต.กุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี
นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ได้นำหน่วยงานภาครัฐ
เอกชน และประชาชนจำนวน 6,662 คน พร้อมใจการกันปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ 76
พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมี ม.ร.ว.สมลาภ
กิติยากร ประธานมูลนิธิดินน้ำใส แห่งประเทศไทย ร่วมปลูกป่าในครั้งนี้ด้วย

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมูลนิธิดินดี น้ำใส แห่งประเทศไทย
ได้มอบกล้าไม้มหาเศรษฐี (ต้นตะกู) ให้จังหวัดอุดรธานี จำนวน 500,000 ต้น
เพื่อดำเนินการปลูกในหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนเพื่อวัตถุประสงค์ในการ
อนุรักษ์ ดิน น้ำ ป่า และสิ่งแวดล้อม
ซึ่งเป็นทรัพย์ยากรอันสำคัญของประเทศชาติและมนุษย์

ในการปลูกป่าในพื้นที่จำนวน 150 ไร่ครั้งนี้ ได้นำต้นมหาเศรษฐี
หรือต้นตะกู จำนวน 500,000 ต้น
ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็วเป็นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูงประมาณ 16.77
เมตร ผลัดใบในฤดูแล้ง
จะเจริญเติบในดินตะกอนที่ทับถมผิวหน้าดินลึกระบายน้ำดี
พร้อมทั้งนำพันธ์ปลานิลจำนวน1,000 ตัว มาปล่อยในแหล่งน้ำ

การปลูกป่าครั้งนี้จะเป็นการอนุรักษ์ดิน น้ำ
และสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในระบบนิเวศ
อันเป็นทรัพย์กรที่สำคัญของมวลมนุษยชาติ อีกทั้งเป็นการถวายเป็นพระราชกุล
เนื่องในวโรกาสมหามงคลพระชนมายุครบ 76 พรรษา
ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชนนีนาถ
ทั้งยังเป็นการสนองพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
ที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยในด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้
ให้คนไทยทุกคนได้ตระหนักในความสำคัญของป่าไม้ ว่ามีประโยชน์นานาประการ

นอกเหนือจากจะช่วยขจัดอากาศที่เป็นพิษ
เป็นที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์
และเป็นคลังแห่งยารักษาโรคหลายพันหมื่นชนิดซึ่งจะเป็นแหล่งผลิตน้ำให้มนุษย์
ชาติต่อไป

หลังจากร่วมกันปลูกป่าแล้ว
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานียังทำการมอบกล้าไม้มหาเศรษฐี หรือต้นตะกู
ให้แก่หน่วยงานที่เข้าร่วมปลูกป่าและตัวแทนชาวบ้าน
เพื่อนำไปปลูกในพื้นที่ใกล้ป่าใกล้หมู่บ้านเพื่อให้ดินดำน้ำชุ่มต่อผืนแผ่น
ดินไทยต่อไป พร้อมกันนี้ ม.ร.ว.สมลาภ กิติยากร ประธานมูลนิธิดินดีน้ำใส
แห่งประเทศไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
ยังได้ทำพิธีปล่อยพันธุ์ปลานิลจำนวน 1,000 ตัวอีกด้วย


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083316

วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ตร.อุดรล้างห้องขังหลังพบผู้ต้องหาติดเชื้อหวัด 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 18 กรกฎาคม 2552 14:42 น.
อุดรธานี-ตำรวจ อุดรฯ
ล้างห้องกักขังหลังพบผู้ต้องหาคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี
ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ด้านรพ.ศูนย์อุดรฯปัดข่าวมีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ 2009

วันที่ 17 ก.ค. พ.ต.อ.ชวิศ ศรีจันทร์ ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี
ได้สั่งให้ตำรวจที่มาปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย สวมหน้ากากปิดปากและจมูก
หลังนายณรงค์ หรือแหล่ อินทปัต อายุ 23 ปี
ผู้ต้องหาคดีข่มขืนกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี
ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องควบคุม
สภ.เมืองอุดรธานี ระหว่างวันที่ 12 - 14 กรกฎาคม
โดยระหว่างควบคุมตัวพนักงานสอบสวนได้นำตัวออกมาสอบสวนปากคำ
พบว่าผู้ต้องหามีไข้ ไอ และจาม

หลังจากนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำกลางอุดรธานี
พบว่ามีอาการไม่ดีขึ้น จึงนำตัวส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
จึงทราบว่าผู้ต้องหาติดเชื้อ เกรงว่าเชื้อไข้หวัดจะแพร่กระจายไปสู่ตำรวจ
และผู้ต้องหาที่ถูกควบคุมตัวในวันเดียวกันอีก 41 ราย
จึงสั่งให้ทำความสะอาดโรงพัก และห้องขัง
พร้อมกับนำชื่อที่อยู่ผู้ต้องขังทั้งหมดเมาส่งไปให้สำนักงานสาธารณสุข
จ.อุดรธานี เพื่อดำเนินการต่อ

นอกจากนั้น พ.ต.อ.ชวิศ
ยังได้นำหน้ากากแจกจ่ายให้กับผู้ต้องขังภายในห้องควบคุม
เพื่อเป็นการป้องกันด้วย และหากตำรวจนายใดพบว่ามีอาการเป็นไข้ ตัวร้อน ไอ
และจาม ให้หยุดทำงานและไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทันที

ต่อมาเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน นพ.สัญชัย ปิยะพงษ์กุล
นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุดรธานี พร้อมด้วย นพ.ธรรมนูญ วิศิษฐ์ธนวัฒน์ รอง
ผอ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ฝ่ายการแพทย์ และนายณรงค์ ชาติพรต
ผอ.โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ได้ร่วมกันแถลงข่าว หลังจากที่มีข่าวลือว่า
มีผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ใน จ.อุดรธานี เสียชีวิต
โดยเป็นพยาบาลของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
และนักเรียนโรงเรียนอุดรพิทยานุกูล

นายณรงค์ ชาติพรต ผอ.โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล เปิดเผยว่า
หลังจากที่มีเด็กนักเรียนของโรงเรียนติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009
จนถึงขณะนี้มีอยู่ 11 คน ซึ่งได้เข้ารับการรักษาทั้งหมดแล้ว
อาการทั่วไปดีขึ้นกลับบ้านไปแล้ว 9 คน เหลืออีก 2
คนยังอยู่ในความดูแลของแพทย์
ซึ่งทางโรงเรียนได้มีการคัดกรองเด็กนักเรียนทุกวัน
ถ้ามีอาการเข้าข่ายก็จะให้หยุดเรียนทันที
และยังไม่มีผู้เสียชีวิตตามที่เป็นข่าวลือ

นพ.ธรรมนูญ นพ.ธรรมนูญ วิศิษฐ์ธนวัฒน์ รอง
ผอ.โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี ฝ่ายการแพทย์ เปิดเผยว่า
มีกระแสข่าวว่าพยาบาลของโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และเสียชีวิตลงนั้น
ขอยืนว่าไม่มีทั้งภายในโรงพยาบาลและนอกโรงพยาบาล
โดยทั้งแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาล มีการป้องกันการติดเชื้อเป็นอย่างดี
ทั้งการสวมใส่หน้ากากอนามัยเป็นประจำ และหากมีการดูแลผู้ติดเชื้อ
ก็จะทำการแยกรักษาอย่างชัดเจน

นพ.สัญชัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ผู้ป่วยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่
2009 ใน จ.อุดรธานี ขณะนี้มียอดผู้ป่วย 127 คน รักษาหายกลับบ้านได้ 54
ราย อยู่ระหว่างเฝ้าระวังรักษา 73 ราย โดยแยกเป็นรักษาตัวที่บ้าน 34 ราย
ที่โรงพยาบาล 39 ราย ในเขต อ.เมือง 69 ราย นอกเขตอำเภอเมือง 58 ราย
โดยยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคนี้แต่อย่างใด.

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

St.Mall อุดรฯ พร้อมตีตลาดขอนแก่น-สิ้นปีเปิดครบ 10 สาขา

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 กรกฎาคม 2552 11:37 น.

เซนต์ มอลล์ (St.Mall)โมเดิร์นเทรดสินค้าตกแต่งบ้านระดับไฮเอนด์
ตั้งอยู่ริมถนนอุดรธานี-สกลนคร
ศูนย์ข่าวขอนแก่น- St.Mall
ศูนย์จำหน่ายสินค้าตกแต่งบ้านระดับไฮเอนด์
เตรียมขยายสาขาตีตลาดเมืองหมอแคนไตรมาส 3ปีหน้า หลังลงทุน
170ล้านชิมลางตลาดในอุดรฯมาร่วม 2
ปีลูกค้ากระเป๋าหนักให้การตอบรับน่าพอใจ
เผยแม้ธุรกิจวัสดุก่อสร้างแข่งกันหนักแต่ไม่มีเจ้าใดจับลูกค้าระดับบนโดยตรง
ทำให้เห็นโอกาสทางการตลาดเล็งเปิดต่อโคราช-อุบลฯ
ขณะเดียวกันไม่ทิ้งตลาดแมสลุยเปิด EASY HOME
ร้านสะดวกซื้อวัสดุก่อสร้างตามย่านชุมชนใหญ่-ต่างอำเภอ คาดสิ้นปี 52
เปิดครบ10 สาขา

นายปรัชญา ตรังคานุกูลกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัทศรีไทยใหม่
จำกัด เจ้าของเซนต์ มอลล์ (St.Mall)
โมเดิร์นเทรดสินค้าตกแต่งบ้านระดับไฮเอนด์ ในจังหวัดอุดรธานี
เปิดเผยว่าหลังจากเปิดศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างประเภทตกแต่งแบรนด์
หรู บนถนนนิตโย ต.หนองบัวมาได้ร่วม 2
ปีได้รับการตอบสนองจากตลาดค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ
เพราะเป็นโชว์รูมที่เน้นกลุ่มเป้าหมายตลาดบนเป็นหลัก
ที่ผ่านมายอดขายเติบโตขึ้นราวปีละ 20% และคาดว่าเมื่อสิ้นปี 2552
ยอดขายจะขยายตัวมากถึง 30%

เซนต์ มอลล์ ศูนย์จำหน่ายเซรามิค
สุขภัณฑ์ห้องน้ำและผลิตภัณฑ์ตกแต่งห้องครัว มีพื้นที่ขายราว 4,200
ตารางเมตร ด้านหลังเป็นโกดังสินค้า ใช้เงินลงทุนประมาณ 170 ล้านบาท
ทั้งนี้นายปรัชญาให้เหตุผลในการลงทุนเปิด เซนต์มอลล์
ว่าเพราะเห็นช่องว่างทางการตลาดในจังหวัดอุดรธานียังไม่มีโชว์รูมจำหน่าย
สินค้าวัสดุก่อสร้างตกแต่งที่จับตลาดบนโดยเฉพาะ
แม้จะมีร้านค้าวัสดุก่อสร้างในพื้นที่จำนวนหลายรายและแข่งขันกันสูงมาก
ทั้งร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไปและดิสเคานต์สไตล์แนวโมเดิร์น เทรด

นายปรัชญาระบุว่า
ตัวเขาเองบริหารธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างศรีไทยใหม่ของตระกูลมานานร่วม 15
ปี ยอมรับว่าการแข่งขันของสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านในอุดรธานีแข่งขัน
กันสูงมาก มีทั้งกลุ่มโกลบอลเฮ้าส์, กลุ่มไทยพิพัฒน์, อินเด็กซ์ลิฟวิ่ง
มอลล์, โฮมโปร ไม่นับรวมรายย่อยอีกหลายเจ้า อย่างไรก็ตาม
ในตลาดยังไม่มีโชว์รูมที่เปิดจำหน่ายเฉพาะสินค้าตกแต่งบ้านที่เน้นเฉพาะ
กลุ่มลูกค้าระดับบนที่นิยมแบรนด์ไฮเอนด์
จึงตัดสินใจลงทุนเพิ่มเปิดเซนต์มอลล์ที่ขายผลิตภัณฑ์เซรามิก
สุขภัณฑ์ห้องน้ำและผลิตภัณฑ์ตกแต่งห้องครัวสำหรับผู้ที่มีรสนิยมแบรนด์หรู
ที่มีดีไซน์แปลกใหม่ไม่ค่อยเหมือนใคร

ภายในเซนต์ มอลล์ นำสินค้าแบรนด์ชั้นนำ รวบรวมไว้ในพื้นที่ขายมากกว่า
4,200 ตารางเมตร
"ร่วม 2 ปีที่เราเปิดเซนต์มอลล์ ลูกค้าให้การตอบรับน่าพอใจ
เมื่อเข้ามาร้านเราอาจจะไม่เห็นบรรยากาศการเลือกซื้อสินค้าที่พลุกพล่าน
เหมือนที่อื่นๆ ลูกค้าที่เข้าเซนต์มอลล์จะตั้งใจมาซื้อมากกว่า
เป็นการบอกต่อๆ กันไปในกลุ่มลูกค้าที่มีรสนิยมเดียวกัน
แต่ใช่ว่าร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่อื่นจะไม่มีแบรนด์ไฮเอนด์ขาย
เขาก็มีให้เลือกเช่นกัน
แต่ที่เซนต์มอลล์จะขายสินค้าแบรนด์ระดับบนเป็นหลัก"นายปรัชญากล่าวและเปิดเผยถึงแผนงานในอนาคตต่อว่า

ในราวไตร มาส 3 ของปี 2553
ทางบริษัทมีโครงการจะขยายสาขาไปยังจังหวัดขอนแก่น ที่เลือกเปิดสาขา 2
ที่ขอนแก่นเพราะระยะทางไม่ไกลจากอุดรธานีมากนัก
ทำให้การบริหารและการขนส่งสินค้าสะดวก ขอนแก่นเป็นจังหวัดใหญ่
ปัจจุบันแม้จะมีร้านค้าวัสดุก่อสร้างอยู่มากรายแล้วก็ตาม
แต่ตลาดยังไม่มีโชว์รูมขายผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านระดับบนเป็นการเฉพาะ
โดยขนาดเซนต์มอลล์ขอนแก่นจะเล็กกว่าที่อุดรธานี
คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 60-70 ล้านบาท

สำหรับอนาคตหลังจากเปิดสาขาขอนแก่นและผลประกอบการอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว
จะขยายสาขาต่อในจังหวัดนครราชสีมาและอุบลราชธานี

สาเหตุที่เซนต์มอลล์รุกขยายสาขาออกต่างจังหวัดค่อนข้างเร็วเช่นนี้
นายปรัชญาระบุว่าเป็นเพราะศรีไทยใหม่มีฐานธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างเป็นทุน
เดิมอยู่แล้ว ทั้งยังมีกิจการขนส่งเป็นของตนเอง
ทำให้ลดต้นทุนการสต๊อกสินค้าและการขนส่งได้พอสมควร
ปัจจุบันศรีไทยใหม่ขนส่งสินค้าเกษตรประเภทข้าวส่งไปยังภาคกลางอยู่แล้วและ
ขากลับก็ขนสินค้าวัสดุก่อสร้างกลับมา

"เซนต์มอลล์ถือเป็นเจ้าแรกในภาคอีสานที่ขายผลิตภัณฑ์ตกแต่งที่มุ่ง
ตลาดไฮเอ็นด์เป็นหลัก แม้เซนต์มอลล์สาขาแรกที่อุดรยังไม่คืนทุน
แต่คาดว่าตัวเลขยอดขายสิ้นปีนี้น่าจะสามารถเลี้ยงตัวเองได้
เมื่อเราตั้งใจจะเจาะตลาดบนแล้วก็ไม่อยากเสียโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว"
นายปรัชญากล่าวและเปิดเผยเพิ่มเติมว่า

ผลิตภัณฑ์เครื่องสุขภัณฑ์ มีให้ลูกค้าเลือกในหลากหลายแบรนด์

นอกจากบริษัท ศรีไทยใหม่
ในกลุ่มธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างจะขยายไลน์มาจับตลาดสินค้าตกแต่งกลุ่มลูกค้า
กำลังซื้อสูงในนาม เซนต์มอลล์ (St.Mall) แล้ว ยังได้เปิดอีซี โฮม (EASY
HOME) ร้านค้าวัสดุก่อสร้างในรูปแบบคอนวีเนียนสโตร์เมื่อ 3 ปีก่อน
โดยมุ่งจับลูกค้าทั่วไปตามย่านชุมชนใหญ่ๆ
ขนาดพื้นที่ขายใกล้เคียงกับร้านสะดวกซื้อทั่วไป
ภายในร้านมีสินค้าวัสดุก่อสร้างของตกแต่งบ้าน
รวมถึงเครื่องมือช่างทั่วไปที่หลากหลาย อีซี โฮม
ต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วไปที่มีความจำเป็นใช้วัสดุก่อสร้าง
บางชิ้นบางรายการที่ขาดกะทันหัน หรือซื้อนำไปซ่อมแซม
โดยไม่จำเป็นต้องเข้าร้านวัสดุก่อสร้างใหญ่ๆที่อยู่ห่างไกลที่พักอาศัย

ปัจจุบัน อีซี โฮม มีทั้งหมด 7 สาขา 3
สาขาแรกตั้งอยู่ในย่านชุมชนเขตเมืองอุดรธานี อีก 4
สาขาอยู่ในอำเภอหนองวอซอ อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี, อำเภอปากคาด และอำเภอบึงกาฬ
จ.หนองคาย และภายในปี 2552 นี้จะเปิดให้ครบ 10 สาขา

"ถือเป็นร้านสะดวกซื้อสินค้าวัสดุก่อสร้างต้นแบบในตลาดก็ว่าได้
ใช้เงินลงทุนราว 2 ล้านบาทต่อสาขา ภายใน 3 ปีคืนทุน
ตัวสินค้าที่วางขายในร้านจะเน้นจำพวกที่จำเป็นใช้ในบ้าน อาคารสำนักงาน"
นายปรัชญากล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผู้ป่วยหวัด 2009 อุดรฯ พุ่ง 127 ราย สสจ.เร่งแนะนำวิธีป้องกัน

อุดรธานี - สสจ.อุดรธานี ออกให้คำแนะนำป้องกันหวัด 2009
พร้อมชี้วิธีการรับมือในสถานการณ์การแพร่ระบาดภายในสถานศึกษา หน้าเสาธง
หลังพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นแล้ว 127 ราย
ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองมีผู้ป่วยสูงสุดถึง 58 ราย

วันนี้ (16 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี
ได้ออกให้คำแนะนำไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ให้กับนักเรียนนักศึกษาของวิทยาลัยอาชีวะศึกษาอุดรธานี
มีนักเรียนนักศึกษาจำนวน 1,500 เข้ารับฟังการแนะนำ

โดยทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดได้แนะนำให้นักเรียน นักศึกษา
อาจารย์ ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก
ปวดเมื่อยเนื้อตัว หยุดเรียนและพักรักษาตัวที่บ้านหรือหอพัก
ควรให้ผู้ป่วยนอนแยกห้อง หรือหากมีอาการป่วยมาก
ควรรีบไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์
พร้อมกันนั้นได้มีการสาธิตการใช้หน้ากากอานามัย การล้างมืออย่างถูกวิธี
การป้องกันตัวเองหากติดไข้หวัด และหากติดหวัดควรทำอย่างไร

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้เน้นย้ำให้อาจารย์เข้มงวดในการตรวจความผิดปกติ
หากพบนักเรียนขาดเรียน 3 คนขึ้นไป ในชั้นเรียนให้สอบสาเหตุ
หากพบเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ต้องรีบแจ้งสาธารณสุขในพื้นที่ทันที

สำหรับยอดผู้ป่วยของจังหวัดอุดรธานี ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2552
มียอดสะสมจำนวน 127 ราย รักษาหายแล้ว 54 ราย อยู่ระหว่างเฝ้าระวังรักษา
73 ราย แยกเป็นรักษาตัวที่บ้าน 34 ราย ที่โรงพยาบาล 39 ราย
ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยที่อยู่ในเขตอำเภอเมือง 69 ราย นอกเขตอำเภอเมือง 58
ราย

สำหรับ ผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้
ที่ เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข www.moph.go.th และหากมีข้อสงสัย
สามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์
0-2590-3333 และศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข
หมายเลขโทรศัพท์ 0-2590-1994 ตลอด 24 ชั่วโมง

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

โชวห่วย 3 จว.อีสานรวมพลังต้านเทสโก้โลตัส

ศูนย์ข่าวขอนแก่น- โชวห่วย 3 จังหวัด ขอนแก่น อุดรธานี ชัยภูมิ
รวมพลังสร้างเครือข่ายไม่เอา "เทสโก้ โลตัส" หลังถูกทุนข้ามชาติ
รุกหนักใช้ "โลตัส เอ็กซ์เพรส"
แชร์ตลาดค้าปลีกผุดสาขาขนาดเล็กในย่านชุมชนหลายอำเภอ
ระบุทุนท้องถิ่นเสียเปรียบทุกมิติ ทั้งขอความเห็นใจจากสังคม
ชี้วางมาตรการต้านยื่นหนังสือค้านต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ควบคู่ทำความเข้าใจกับประชาชนและผู้ค้าย่อยในพื้นที่
ถึงที่สุดต้องรวมตัวยื่นหนังสือถึงพ่อเมือง
ขอความเป็นธรรมยับยั้งห้างต่างชาติจนกว่าจะมี พ.ร.บ.ค้าปลีก
กำกับการแข่งขัน

พลันที่ห้างเทสโก้ โลตัส รุกหนักขยายสาขาสู่ต่างจังหวัด
แม้จะถูกคัดค้านจากผู้ประกอบการในพื้นที่ และถูกกฎหมายผังเมืองควบคุม
ขนาดธุรกิจเอาไว้ แต่เทสโก้ โลตัส ไม่ได้ละความพยายาม
ปรับกลยุทธ์ลดขนาดธุรกิจลงให้สอดคล้องกับกฎหมายผังเมือง
ให้มีพื้นที่ขายไม่เกิน 300 ตารางเมตร เปิดสาขาย่อยในย่านชุมชน
จนเกิดกระแสต่อต้านทุนค้าปลีกข้ามชาติรายใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง

โดยเฉพาะกรณีปัญหาที่ จ.ขอนแก่น เทสโก้ โลตัส
ได้ยื่นหนังสือขออนุญาตเปิดห้าง ในระยะเวลาไล่เลี่ยกันในหลายพื้นที่
ทั้งอำเภอเมืองหลายสาขา อ.ภูเวียง อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น
รวมถึงอำเภออื่นก็มีกระแสข่าวจะขออนุญาตปรับพื้นที่เปิดห้างเทสโก้ โลตัส
ขนาดเล็ก แต่ยังไม่ดำเนินการขออนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
จึงเกิดกระแสคัดค้านการเปิดห้างเทสโก้ โลตัสขึ้นในพื้นที่อย่างเข้มข้น

ล่าสุด เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ ประกอบการค้าปลีก (โชวห่วย)
ได้หารือกันถึงสถานการณ์ปัญหา ที่ อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น โดยมีร้านโชวห่วย
จาก 10 อำเภอ 3 จังหวัด ประกอบด้วย อ.เมือง อ.ชุมแพ อ.บ้านไผ่
อ.หนองสองห้อง อ.ภูเวียง อ.พล จ.ขอนแก่น อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ อ.โนนสะอาด
อ.ศรีธาตุ และอ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี
ร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำงานและหาแนวทางการต่อต้านห้างเทสโก้ โลตัส


นาย นริศ จรรยานิทัศน์ ผู้ประกอบการค้าปลีกจาก อ.บ้านไผ่
ในฐานะเลขาธิการชมรมผู้ค้าปลีกและผู้ประกอบอาชีพอิสระจังหวัดขอนแก่น
เปิดเผยว่า ร้านโชวห่วยทั้ง 3 จังหวัด
มีความเห็นร่วมกันที่จะสร้างเครือข่ายต่อต้านห้างเทสโก้ โลตัส
ทุนค้าปลีกข้ามชาติรายใหญ่ รุกคืบใช้ความได้เปรียบในช่วงที่ไม่มี
กฎหมายค้าปลีกเข้ามากำกับการแข่งขัน
รุกเปิดสาขาขนาดเล็กในพื้นที่ขายไม่เกิน 300 ตารางเมตรในหลายอำเภอ

การเปิดเทสโก้ โลตัส ในท้องถิ่น เป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
เทสโก้ โลตัส ได้เปรียบร้านโชวห่วยทุกมิติ ทั้ง สายป่านธุรกิจ
การบริหารจัดการ อำนาจการต่อรอง รูปแบบธุรกิจ กลยุทธ์ด้านราคา ฯลฯ
การเปิดห้างโลตัสจะทำให้ผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่นั้น
ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนต้องปิดกิจการลงในที่สุด

"ผู้ค้ารายย่อยไม่ปฏิเสธว่าการเปิดห้างเทสโก้ โลตัส
ส่วนหนึ่งทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้ประโยชน์ซื้อสินค้าในราคาต่ำกว่าร้านโชว
ห่วยทั่วไป แต่หากมองผลกระทบระยะยาว เมื่อกิจการรายย่อย
ต้องล้มหายไปจากระบบ จะมีผู้กำหนดราคาเพียงไม่กี่ราย กุมอำนาจทางการค้า
สามารถกำหนดราคา ตักตวงผลประโยชน์ลักษณะใดก็ได้" นายนริศกล่าวและว่า

ประเด็น ปัญหาดังกล่าว
ร้านโชวห่วยทุกอำเภอจะตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาผล
กระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ค้ารายย่อยให้ครอบคลุมทุกกิจการ
พร้อมกับเร่งทำความเข้าใจแก่ประชาชนรายย่อยที่ต้องการให้เทสโก้
โลตัสเปิดห้าง ให้รับทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะผลกระทบระยะยาวที่มีค้าปลีกรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
กุมอำนาจค้าปลีกในพื้นที่

ควบคู่กับมาตรการคัดค้าน โดยร้านโชวห่วยแต่ละพื้นที่จะร่วมกัน
ทำหนังสือยับยั้งการขออนุญาตปรับพื้นที่ของเทสโก้ โลตัส
แก่ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เจ้าของพื้นที่ เช่น
นายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือนายกเทศมนตรีแต่ละแห่ง
รวมถึงยื่นหนังสือคัดค้านไปยังนายอำเภอเจ้าของพื้นที่ด้วย
ล่าสุดดำเนินการไปแล้วประกอบด้วย อ.น้ำพอง อ.หนองสองห้อง อ.พล อ.ภูเขียว
ส่วนอำเภออื่นที่ยังไม่มีการยื่นขออนุญาต
จะเฝ้าระวังกับผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

นายนริศกล่าวต่อว่า การ รุกของห้างเทสโก้ โลตัส
ส่งผลกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง
เป็นปัญหาที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องเข้ามาดูแลให้เกิดความเป็นธรรม
โดยร้านโชวห่วยทุกอำเภอที่ได้รับความเดือดร้อน
จะรวมตัวกันหน้าศาลากลางจังหวัดขอนแก่น
เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
ให้เข้ามาดูแลปัญหาความเดือดร้อนของกิจการโชวห่วยในพื้นที่ปกครองของตนเอง

โดยเฉพาะประเด็นการเร่งเปิดห้างโลตัส เอ็กซ์เพรส
ในช่วงที่ยังไม่มี พ.ร.บ.ค้าปลีกออกมากำกับดูแล
ซึ่งไม่เป็นธรรมต่อกิจการรายย่อยในท้องถิ่น
จะเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น
และจังหวัดอื่นที่ได้รับความเดือดร้อน
ให้ใช้อำนาจยับยั้งการเปิดห้างไว้ก่อน จนกว่าจะมี
พ.ร.บ.ค้าปลีกออกมากำกับการแข่งขัน

สำหรับกระแสการเปิดห้างโลตัส เอ็กซ์เพรส
เฉพาะในเขตอำเภอเมืองขอนแก่น มีกระแสข่าวว่าจะเปิดไม่ต่ำกว่า 10 สาขา
ตามย่านชุมชนขนาดใหญ่ และที่ชัดเจนที่ได้ปรับปรุงพื้นที่ไปแล้วคือ
บริเวณชุมชนตลาดหนองใหญ่ และย่านชุมชนสามแยกบ้านดอน
ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น รวมถึงการขออนุญาตปรับพื้นที่ใน อ.ภูเวียง
อ.หนองสองห้อง และอ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

ทั้งที่มีสาขาหลักเต็มรูปแบบ 1 สาขา บนถนนมิตรภาพ อ.เมือง
จ.ขอนแก่น และตลาดสดเทสโก้ โลตัส ที่เปิดดำเนินการไปแล้ว
ภายในห้างสรรพสินค้าแฟรี่พลาซ่า ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น และตลาดสดโลตัส
อ.พล จ.ขอนแก่น


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079745

ขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งรอบ 2 ที่อุดรฯ คึก 10 นาที ขายได้เฉียด 40 ล้าน

อุดรธานี - บรรยากาศซื้อขายพันธบัตรไทยเข้มแข็งรอบสอง
สำหรับประชาชนทั่วไปที่จังหวัดอุดรธานี คึกคัก
มีประชาชนมาชื้อพันธบัตรตั้งแต่เช้า เพียง 10 นาที ขายไปกว่า 37 ล้านบาท

แต่เช้าวันนี้ (15 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซื้อขาย
"พันธบัตรไทยเข้มแข็ง" ตามธนาคารพาณิชย์ในจังหวัดอุดรธานี
ตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้มีผู้ประชาชนนำเอกสารมาเสนอขอซื้อพันธบัตรไทยเข้มแข็ง
เป็นจำนวนมาก ซึ่งวันนี้จำหน่ายเป็นรอบที่สองสำหรับประชาชนทั่วไป

นายอรุณเดช จันทร์งามศรี ผู้จัดการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
สาขาถนนอุดรธานี ได้เปิดเผย
วันนี้ทางธนาคารได้เปิดขายพันธบัตรไทยเข็มแข็งวันที่สอง
ซึ่งจากการเปิดขายรอบแรกสำหรับผู้สูงอายุที่ผ่านมามีผู้สูงอายุให้การตอบรับ
เป็นอย่างดี มียอดผู้มาซื้อขายพันธบัตร 28 ราย เป็นจำนวนเงิน 23 ล้านบาท

สำหรับวันนี้ เป็นการเปิดซื้อพันธบัตรรอบสอง
โดยทางธนาคารได้แนะนำถึงวิธีการและขั้นตอน
ตลอดจนการเตรียมเอกสารให้แก่ลูกค้าก่อนที่จะซื้อ
โดยในระหว่างการซื้อขายนั้นทางธนาคารกรุงเทพไม่มีปัญหาใดๆ
มีการเปิดจำหน่ายเป็นไปอย่างราบรื่น

โดยขณะนี้มียอดผู้มารอซื้อพันธบัตรตั้งแต่เวลา 08.30-08.45
น.จำนวน 50 ราย มียอดการพันธบัตรไปแล้วกว่า 37.270 ล้านบาท
สรุปในวันนี้มีประชาชนเดินทางมาซื้อพันธบัตรไทยเข้มแข็งในรอบนี้
ของสาขาถนนอุดรธานี จำนวน 56 ราย มียอดเงินทั้งสิ้น
สี่สิบสามล้านเก้าแสนบาท (43,900,000) ภายในเวลา 20 นาทีเท่านั้น

ทั้งนี้ ประชาชนผู้มารอซื้อพันธบัตรไทยเข้มแข็งในรอบนี้ในวันนี้
จำนวน 7 ราย ต้องเสียใจเนื่องจากมาซื้อไม่ทัน

นางกัญญบบตร์ วณิชปัญวพล ประชาชนผู้มาซื้อพันธบัตร กล่าวว่า
พันธบัตรไทยเข็มแข็งนี้ เป็นการออมเงินทีดีอีกวิธีหนึ่ง
ซึ่งตนเห็นว่าอยากจะให้มีการเพิ่มวงเงินขึ้นอีก น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3
ล้านบาท/ราย ซึ่ง 1 ล้านบาทนั้นน้อยไป

อสม.ต.เวียงคำ อุดรฯ หัวใสใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นผลิตหน้ากากป้องกันหวัดใหญ่ขาย

อุดรธานี- กลุ่มแม่บ้าน อสม.ตำบลเวียงคำ อุดรฯ หัวใส
ผลิตหน้ากากอนามัยราคาถูกส่งขายท่ามกลางสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009
กำลังแพร่ระบาด เผย
อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านผลิตจากวัตถุดิบที่หาซื้อได้ง่ายราคาถูกในตลาด
ขายเพียง 10 บาท/ผืน ขณะที่ต้นทุนไม่เกิน 7 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค.) ที่ งานการตลาดนัดสุขภาพ
สถานีอนามัยบ้านทองอินทร์ ต.เสอเพลอ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี กลุ่มแม่บ้าน
อสม.ตำบลเวียงคำ
ได้นำหน้ากากอนามัยที่ทำขึ้นเองมาวางจำหน่ายและสาธิตในการผลิตด้วยงานเย็บ
ผ้าของภูมิปัญญาชาวบ้าน ท่ามกลางสถานการณ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
2009 ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักในขณะนี้
ส่งผลให้ยอดการผลิตหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอกับความต้องการ

จากกระแสตอบรับงานเย็บหน้ากากอนามัยอย่างท่วมท้นดังกล่าว
ทำให้กลุ่มแม่ อสม.แห่งนี้
ได้เกิดแนวความคิดที่จะผลิตขึ้นมาวางจำหน่ายในท้องตลาดราคาถูก

นางจำนงค์ เทศมี อายุ 44 ปี บ.71 ม.6 ต.เวียงคำ อ.กุมภวาปี
อสม.ของตำบลเวียงคำ เปิดเผยว่า หลังจากมีการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009
ทางอนามัยเวียงคำ ได้นำหน้ากากอนามัย
มาแจกให้กับชาวบ้านในชุมชนแต่มีจำนวนจำกัดไม่เพียงพอกับความต้องการ
จึงได้เกิดความคิดในการทำหน้ากากอนามัยขึ้นมาใช้เอง
จึงได้รวมกลุ่มแม่บ้านของ อสม.จำนวน 10 คน และนำเงินทุนของ อสม.จำนวน
10,000 บาท มาเป็นทุนในการซื้อวัตถุดิบทำการผลิต

สำหรับวัตถุดิบนั้นได้เลือกใช้เสื้อป่านที่หาซื้อได้จากท้องตลาดใน
ราคาเมตรละ 40 บาท มาทำหน้ากากสามารถผลิตได้ 100 อัน
และยางยืดนั้นซื้อมาเป็นแพ็กๆ ละ 25 บาท ทำหน้ากากได้จำนวน 29 อัน
ซึ่งได้ตัดผ้าให้มีขนาดกว้าง 6 นิ้วครึ่ง ยาว 10 นิ้วครึ่ง จำนวน 2 ชิ้น
แล้วทำการเย็บประกบใส่กันจากนั้นถึงเย็บยางยืดใส่ทั้ง 2 ข้าง
แล้วก็นำไปรีดก่อนที่จะนำไปจำหน่ายในราคาอันละ 10 บาท
ซึ่งต้นทุนในการผลิตขึ้นนั้นเพียงแค่ราคา 7 บาท เท่านั้นเอง

นางจำนง กล่าวอีกว่า ใน แต่ละวันสามารถผลิตหน้ากากอนามัยได้จำนวน
200 อัน ซึ่งทำให้มีเพียงพอไว้จำหน่ายให้แก่ชาวบ้าน
ในเขตพื้นที่อำเภอกุมภวาปี ซึ่งมีสถานีอนามัยอยู่จำนวน 17 แห่ง และ
ศูนย์สุขภาพชุมชน 2 แห่ง โดยมีประชากรทั้งหมดจำนวน 125,504 คน นอกจากนี้
ก็ได้มีกลุ่มแม่บ้าน อสม.อีกหลายแห่ง
มาศึกษาดูงานในการผลิตหน้ากากอนามัยขึ้นมา
ทำให้มีการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นมาในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันในตอนนี้

ส่วนหน้ากากอนามัยที่ทำขึ้นเอง
สามารถนำไปซักแล้วกลับเอามาใช้ได้ใหม่อีกครั้ง
ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินหลายครั้งในการซื้อหน้ากากอนามัยมาใช้ป้องกันโรคไข้
หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000079471

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

กอ.รมน.ร่วมฝึกทบทวนตั้งไทยอาสาป้องกันชาติ

อุดรธานี - กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2
และศูนย์ไทยอาสาป้องกันชาติภาค 2 จัดฝึกอบรมทบทวน จัดตั้งสมาชิก
ไทยอาสาป้องกันชาติ เพื่อปลุกฝั่งจิตสำนึกและมีอุดการณ์ รักชาติ ศาสนา
และสถาบันพระมหากษัตริย์

วันนี้ (13 ก.ค.) เวลา 13.30 น.ที่ค่ายประจักษ์ศิลปาคม
มณฑลทหารบกที่ 24 พลตรี ชูรัตน์ เสน่ห์เมือง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24
เป็นประธานเปิดการอบรมทบทาวน จัดตั้งเป็นสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติ หรือ
ทสปช.

พันเอก อนุสรณ์ นุตสถิต หัวหน้าแผนกกิจการมวลชน
กองงานมวลชนและกิจการพิเศษ กล่าวว่า
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและศูนย์ไทยอาสาป้องกันชาติกลาง
ได้กำหนดให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2
และศูนย์ไทยอาสาป้องกันชาติภาค 2 ดำเนินการฝึกอบรมทบทวน
จัดตั้งเป็นสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติ ประจำปี 2552 ขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อทบทวนสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติเก่าที่พ้นสภาพ
ให้มีความรู้ความเข้าใจในการรักษาความมั่นคงของชาติ
มีจิตสำนึกและมีอุดมการณ์ รักชาติ ศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
มีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง
เป็นกำลังในการรวมพลังมวลชนและร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆ
ที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของหมู่บ้านพร้อมทั้งสามารถทำ
หน้าที่เป็นกำลังมวลชน
ที่สามารถช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการป้องกันประเทศ
เมื่อได้รับการฝึกตามหลักสูตร ไทยอาสาป้องกันชาติเพิ่มเติม

การฝึกอบรมครั้งนี้ ได้เชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยาย เรื่อง
ประวัติศาสตร์ชาติไทย การสร้างความเข้าใจในเรื่อง
ภัยคุกคามความมั่นคงชายแดน และการมีส่วนร่วมของประชาชน

โดยมีผู้เข้ารับการฝึกเป็นสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติ
จากจังหวัดอุดรธานี, หนองคาย, หนองบัวลำภู และ เลย จังหวัดละ 50 คน จำนวน
200 คน

พลตรี ชูรัตน์ เสน่ห์เมือง ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 กล่าวว่า
โครงการไทยอาสาป้องกันชาติเป็นโครงการ ที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ
เป็นการอบรมราษฎรในพื้นที่ ที่มีปัญหาด้านความมั่นคงให้มีความรู้
ความสามารถ มีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการป้องกันประเทศ

ดังนั้น สมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติ จะต้องเป็นผู้มีความรู้
ความสามารถ มีความเข้มแข็ง มีระเบียนวินัย
มีความเข้าใจในสถานการณ์ของประเทศไทย
มีกำลังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สสจ.อุดรจี้ผู้บริหารสถานศึกษาสกัดไข้หวัด 2009

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 12 กรกฎาคม 2552 13:14 น.
อุดรธานี-สสจ. เรียกประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในอุดรธานีทุกระดับ
ย้ำให้แต่ละโรงเรียนตั้งทีมเฝ้าระวัง และจัดทำแผนกิจกรรม "Big Cleaning
Day" เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ขณะที่ผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าระวังมี
24 ราย ด้านร้านเกมติดป้ายเตือนผู้ที่มีอาการตัวร้อนเป็นไข้ห้ามเข้าเด็ดขาด
หวั่นเป็นพาหะแพร่เชื้อหวัดมรณะ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมเทศบาลนครอุดรธานี นายสัญชัย
ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุดรธานี
ได้เรียกประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ทั้ง 35 แห่ง
รวมถึงวิทยาลัย มหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทุกแห่ง
เพื่อเตรียมการในการป้องกันและควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009
ในสถานศึกษา ที่กำลังมีการระบาดในพื้นที่ จ.อุดรธานี
โดยมีการกล่าวถึงสถานการณ์ของโรคฯ ในเขต จ.อุดรธานี
รวมถึงแนวทางการป้องกันและควบคุมโรค

โดยจะให้แต่ละโรงเรียนตั้งทีมเฝ้าระวัง และจัดทำแผนกิจกรรม "Big
Cleaning Day" ในแต่ละสถานศึกษา ที่เป็นมาตรการเชิงรุก
ในการควบคุมโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

นายสัญชัยกล่าวว่า สถานการณ์ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่
ที่ขึ้นทะเบียนไว้ 39 ราย แต่เป็นผู้ป่วยที่ต้องเฝ้าระวังจำนวน 24 ราย
และนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลจำนวน 14 ราย อีก 10 ราย
พักรักษาตัวที่บ้าน ซึ่งทั้ง 24 รายอาการดีขึ้นแล้ว
เพียงแต่อยู่ในระยะที่ต้องรับประทานยาให้ครบ ซึ่งตัวเลขผู้ป่วยนี้
ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยเรียนประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์

ฉะนั้น ทาง สสจ.อุดรธานี จึงให้ความสำคัญกับสถานศึกษา
จึงเชิญผู้บริหารสถานศึกษาในเขตเทศบาลนครอุดรธานีทุกแห่ง มาร่วมประชุม
เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้

"นอกจากนี้ แหล่งเสี่ยงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านเกม
ร้านอินเทอร์เน็ต ร้านอาหาร สถานกวดวิชา สถานีรถไฟ สถานประกอบการ
สถานบันเทิง สถานีขนส่ง สนามบิน ทาง สสจ.อุดรธานี จะเข้าไปดูแลให้คำแนะนำ
โดยเฉพาะร้านเกมที่มีเด็กเข้าไปให้บริการ
ซึ่งทางร้านจะต้องทำความสะอาดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ การระบายอากาศ
และให้เด็กที่เข้าไปเล่นหยุดพักผ่อนเป็นระยะ
ซึ่งตัวผู้ประกอบการก็มีความเสี่ยงที่จะติดโรคได้ง่ายด้วย"

นายสัญชัยกล่าวอีกว่า ส่วนสถานบันเทิง ทาง สสจ.อุดรธานี
ได้เข้าไปดูแลและแนะนำมาแล้วในบางจุด โดยเฉพาะเรื่องห้องน้ำ
ที่มีลูกบิดประตูที่แขกมาใช้บริการต้องสัมผัสร่วมกัน การถูพื้น
การทำความสะอาดโต๊ะ เก้าอี้ เราก็ไปแนะนำ พร้อมมอบน้ำยาทำความสะอาด
และยังมีศูนย์เด็กเล็ก
ที่เราจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำมาตรการการป้องกันให้ ซึ่งทาง
สสจ.อุดรธานี จะขึ้นในเว็บไซต์ของสำรนักงาน
เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าไปดูและฟังคำแนะนำเป็นรายกลุ่มทั้ง 9 กลุ่ม
ที่จะต้องดูแล"

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบร้านเกม
และอินเทอร์เน็ต ในเขตเทศบาลนครอุดรธานี
เกือบทุกร้านจะมีป้ายปิดประกาศเตือนที่หน้าร้านว่า "เพื่อป้องกันไข้หวัด
2009 บุคคลที่มีอาการเป็นไข้ ตัวร้อน เป็นหวัด ไอ จาม
กรุณาห้ามเข้ามาใช้บริการภายในร้าน และขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ"
และป้ายติดว่า "ร้านนี้ทำความสะอาด ใส่น้ำยาฆ่าเชื้อแล้ว"
โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาเล่นเกมภายในร้านบางคนได้สวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อความ
ปลอดภัยจากโรค

ส่วนที่สถาบันกวดวิชาในเขตเทศบาลนครอุดรธานี ได้ปิดประกาศ
"เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ในจังหวัดอุดรธานี
สถาบันกวดวิชาฯ จะขอหยุดทำการเรียนการสอน
เพื่อป้องกันการระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ตั้งแต่วันที่ 13-28 กรกฎาคม
2552 และจะนัดเรียนชดเชยในภายหลัง

ผู้ดูแลสถาบันกวดวิชาแห่งหนึ่ง บอกว่า
ทางโรงเรียนพร้อมให้ความร่วมมือในการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009
และได้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันโรค ของกระทรวงศึกษาธิการ
ซึ่งในวันนี้จนถึงวันอาทิตย์จะมีการเรียนการสอน
เพื่อให้นักเรียนที่มาเรียนได้รับทราบว่าจะมีการปิดการเรียนการสอนถึงวันที่
28 กรกฎาคม และจะได้นัดนักเรียนให้ทราบว่าจะทำการเรียนชดเชยในวันไหนบ้าง

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

มรภ.อุดรฯ เชิญร่วมชมสุริยุปราคา 22 ก.ค.นี้

อุดรธานี - สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มรภ.อุดรธานี
เชิญร่วมชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา 22 ก.ค.นี้ โดยจังหวัดอุดรธานี
มีพื้นที่การบังของดวงอาทิตย์ถึง 54%
และจะสามารถชมปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจนหากทัศนวิสัยดี

รายงานข่าวแจ้งว่า สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จัดกิจกรรมชมสุริยุปราคา ในวันที่ 22 กรกฎาคม
2552 ณ บริเวณสนามฟุตบอล โดยเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชน
และผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วมชมปรากฏการณ์สุริยุปราคา ตั้งแต่เวลา 06.30
น.เป็นต้นไป ซึ่งจะมีการบรรยายพิเศษ
เกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้นในการชมสุริยุปราคา
พร้อมให้บริการชมสุริยุปราคาผ่านกล้องโทรทรรศน์ กล้องดูดาว
และแว่นตาสุริยะ โดยอาจารย์ประจำสาขาวิชาฟิสิกส์ ดร.สุวิทย์ นามมหาจักร
ดร.ปิยวดี ยาบุตรดี และ อยอดยิ่ง ชาวพงศ์ เป็นวิทยากรให้ความรู้
และแนะนำการชมสุริยุปราคาอย่างปลอดภัย

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งนี้ เป็นการเกิดสุริยุปราคาแบบเต็มดวง
แต่ในประเทศไทยจะเห็นเป็นแบบบางส่วน
และสามารถเห็นได้ทุกภูมิภาคในเวลาที่แตกต่างกัน โดยที่กรุงเทพฯ
ดวงจันทร์จะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่สัมผัสแรกในเวลาประมาณ 07.06 น.
และสิ้นสุดเวลา 09.08 น.

ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนครั้งนี้จะเกิดนานที่สุดในภาคเหนือ
ประมาณ 2 ชั่วโมง 12 นาที ที่ จ.เชียงราย
ดวงอาทิตย์จะถูกดวงจันทร์บดบังมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 69
ของพื้นที่ดวงอาทิตย์

สำหรับในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี
ดวงจันทร์จะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่สัมผัสแรกในเวลาประมาณ 07.05 น.
และสิ้นสุดเวลา 09.16 น. คิดเป็นร้อยละ 54.7 ของพื้นที่ดวงอาทิตย์
โดยจะสามารถเห็นปรากฏการณ์ชัดเจนที่สุดเมื่อเวลา 08.06 น.
ซึ่งจะสามารถชมปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจนหากท้องฟ้าโปร่งและทัศนวิสัยดี

ทั้งนี้ ในปี 2552
ประชาชนชาวไทยได้มีโอกาสชมปรากฏการณ์สุริยุปราคาแบบบางส่วน เมื่อวันที่
26 มกราคม ที่ผ่านมา และครั้งนี้จะเกิดขึ้นในวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2552
ซึ่งครั้งต่อไปจะเกิดปรากฏการณ์นี้อีกในวันที่ 15 มกราคมปีหน้า
แล้วคนไทยจะต้องรอไปอีก 2 ปี
จึงจะสามารถชมปรากฎการณ์สุริยุปราคาได้อีกครั้ง ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2555

และ ครั้งต่อไปในวันที่ 8 มีนาคม 2559
ซึ่งจะเห็นเป็นสุริยุปราคาแบบบางส่วน
ด้วยเส้นทางการเกิดคราสจะผ่านประเทศจีน ญี่ปุ่น มหาสมุทรแปซิฟิก
และทางตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000077843

ผู้ว่าฯ อุดรนำทีมโชว์ดำนาปลูกข้าวเหนียวหอม

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 กรกฎาคม 2552 16:12 น.
อุดรธานี - รองผู้ว่าฯ
อุดรธานีนำหัวหน้าส่วนราชการลงดำนาปลูกข้าวเหนียวหอม
หวังโชว์ชาวนาตัวจริงให้สนใจมาปลูกข้าวเหนียวหอมตามโครงการผลิตข้าวเหนียว
หอมเพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหารและแปรรูป เผยอุดรฯ
เป็นแหล่งปลูกข้าวเหนียวหอมสำคัญแห่งหนึ่งของไทยที่มีพื้นที่ปลูกกว่า 1.6
ล้านไร่

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ว่า วันนี้ (9 ก.ค.)
ที่แปลงสาธิตองค์การบริหารส่วนตำบลนาดี อ.เมือง จ.อุดรธานี นายกฤษเพชร
ศรีปาน รองผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี นำหัวหน้าส่วนราชการลงแขกดำนา
ในงานรณรงค์ปักดำข้าวเหนียวหอม
โครงการผลิตข้าวเหนียวหอมเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและการแปรรูป ปี 2552
โดยสำนักงานเกษตรอำเภอเมืองอุดรธานี เป็นผู้จัดขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเหนียวหอมที่ถูกต้อง
และเหมาะสม และเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้เพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนั้นยังเป็นการสร้างความรัก ความสามัคคี
ระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐและชาวบ้าน

ทั้งนี้ จ.อุดรธานี
ถือเป็นแหล่งผลิตข้าวเหนียวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ ในปีการผลิต
2551/52 นี้ มีพื้นที่ปลูกข้าวเหนียว 1,652,266 ไร่
มีชาวนาหรือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 147,896 ครัวเรือน มีค่าใช้จ่ายในการผลิต
2,515 บาทต่อไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 420 กิโลกรัมต่อไร่
ผลผลิตข้าวเปลือกเหนียวรวมประมาณ 693,951 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 7,000
ล้านบาท

ซึ่ง ถือได้ว่าผลผลิตต่อไร่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ
อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพื้นที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝน
ทำให้บางฤดูกาลประสบภาวะฝนทิ้งช่วงหรือน้ำท่วม
ปัญหาคุณภาพดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ตลอดจนชาวนาส่วนใหญ่
ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ถูกต้องและเหมาะสม

ทางจังหวัดจึงได้จัดสรรงบประมาณกว่า 33 ล้านบาท ให้สำนักเกษตร
จ.อุดรธานี ดำเนินโครงการดังกล่าว
ซึ่งภายในงานนอกจากรองผู้ว่าราชการจังหวัดนำหัวหน้าส่วนราชการลงแขกปักดำนา
แล้ว ยังได้จัดแข่งขันการปักดำนาของชาวบ้านหมู่ต่างๆ
การแข่งขันจับปลาไหลใส่กระบอกไม้ไผ่ และการแข่งขันส้มตำลีลาอีสาน
ซึ่งเป็นการสร้างสีสันของงานและสร้างความสนุกสนานให้กับผู้เข้าร่วมงานได้
อย่างมาก

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

อุดรธานีประกอบพิธีถวายเทียนพรรษาพระราชทาน

อุดรธานี- จังหวัดอุดรธานี ประกอบพิธีถวายเทียนพรรษาพระราชทาน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ วัดวัดโพธิสมภรณ์
และวัดมัชฌิมาวาส พระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญของจังหวัดอุดรธานี

วันนี้ (7 ก.ค.) เมื่อเวลา 09.19 น.นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี อัญเชิญเทียนจำพรรษาพระราชทาน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ไปถวายแด่ วัดโพธิสมภรณ์
และวัดมัชฌิมาวาส ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี
ซึ่งเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นอกจากนี้
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ยังพระราชทานไส้เทียนฉนวนพระราชทานและผ้าอังสะ
เพื่อไว้ใช้ในช่วงเทศกาลเข้าพรรษาด้วย

ในพิธีถวายเทียนพระราชทานปีนี้ มีข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ
ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมกว่า 1,000 คน
ในพิธีถวายเทียนพรรษาพระราชทาน ทั้งนี้
มีประชาชนจำนวนมากได้มีการเตรียมผ้าอาบน้ำฝน มาถวายแด่พระสงฆ์
ตามประเพณีที่สืบทอดต่อกันมาอีกด้วย

สำหรับพระอารามหลวงทั้ง 2 แห่งนี้ เป็น พระอารามหลวงมหานิกาย
และธรรมยุตนิกาย โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต
สถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2507

ผู้ว่าอุดรฯ ดำนาโชว์ความเป็นลูกอีสาน

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 กรกฎาคม 2552 21:16 น.
อุดรธานี-ผู้ ว่าฯ
อุดรธานีนำทีมหัวหน้าส่วนราชการโชว์ดำนาปลูกข้าว
ตามโครงการรณรงค์ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อผลิตข้าวให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูง
ขึ้น โดยเน้นการปลูกข้าวเหนียวหอม

ผู้สื่อข่าวรยงานจาก จ.อุดรธานีว่า วันนี้( 4 ก.ค.)
ที่บ้านหนองเม็ก ต.ขนยูง อ.กุดจับ จ.อุดรธานี นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการ จ.อุรธานี
เป็นประธานเปิดงานรณรงค์การใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ถูกต้องและเหมาะสม
โครงการ ผลิตข้าวเหนียวหอมเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและการแปรรูป ปี 2552

นายนิคม ศิริสิงห์สังชั นายอำเภอกุดจับ กล่าวว่า จังหวัดอุดรธานี
เป็นแหล่งผลิตข้าวเหนียวที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ
จากการประเมินสถานการณ์การผลิตข้าวในปีการผลิต 2551/52 นี้
พบว่ามีื้พื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด ประมาณ 2,141,596 ไร่
เป็นพื้นที่ปลูกข้าวเหนียว 1,652,266 ไ่ร่ คิดเป็นร้อยละ 77
ของพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด และมีชาวนาหรือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 147,896
ครัวเรือน มีค่าใช้จ่ายในการผลิต 2,515 บาทต่อไร่ มีผลผลิตเฉี่ย 420
กิโลกรัมต่อไร่ ผลผลิตข้าวเปลือกเหนียวรวมประมาณ 693,951
ตันคิดเป็นมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท
ซึ่งถือได้ว่าผลผลิตต่อไร่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ
อันเ็ป็นผลสืบเนื่องมาจากพื้นที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝน
ทำให้บางฤดูกาลประสบภาวะฝนทิ้งช่วงหรือน้ำท่วม
ปัญหาคุณภาภดินขาดความอุดมสมบูณ์
ตลอดจนชาวนาส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโโลยีการผลิตที่ถูก
ต้องและเหมาะสม

ดังนั้นจังหวัดอุดรธานี
จึงได้อนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานในสังกัดกระทวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัด
อุดรธานี ดำเนินโครงการ
ผลิตข้าวเหนียวหอมเพื่อความมั่นคงด้านอาหารและการแปรรูป ปี 2552
โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยข้าวเหนียวต่อไร่ให้สูงขึ้นจาก
420 กิโลกรัม เป็น 430 กิโลกรัมต่อไร่
โดยมีสำนักงานเกษรจังหวัดอุดรธานีเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินงาน

ซึ่งการจัดงานในวันนี้
เป็นการรณรงค์การใช้เทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ถูกต้องและเหมาะสม
ซึ่งเป็นกิกรรมหนึ่งของโครงการผลิตข้าวเหนียวหอมเื่พื่อความมั่นคงด้านอาหาร
และการแปรรูป การจัดนิทรรศการและการสาธิตเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตข้าว
การลงแขกปักดำนาโดยผู้ว่าราชการจังหวัดและหัวหน้าส่วนราชการ
และการแข่งขันปักดำนาของชาวนาในพื้นที่

วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ชาวนาอีสานหวั่นเปิดเสรีค้ากระทบหนัก แนะศึกษาผลกระทบรอบด้าน-วางมาตรการรับมือ

อุดรธานี - เวทีรับฟังความเห็นเปิดตลาดข้าวภายใต้ข้อตกลง AFTA
อีสานตอนบนที่อุดรฯ มีเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสีเข้าร่วมหนาตา
ตัวแทนเกษตรกรวิตกหลังเปิดเสรีชาวนาไทยอยู่ลำบาก
ข้าวนอกจะทะลักตีตลาดข้าวไทยมหาศาล
ขณะที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบของชาวนาไทย

วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่ หอประชุม มหาวิทยลัยราชภัฏอุดรธานี
นางดวงพร รอดพยาธิ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายนิสิต ศิวกุล
ผู้อำนวยการส่วนควบคุมพืช ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายนภดล แสนกุง ศุลกากร
ชำนาญการพิเศษด่านหนองคาย ได้ร่วมกันบรยาย เรื่อง
การเปิดตลาดข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และแนวทางการเปิดตลาด
โดยมีเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสี โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก
ผู้ค้าข้าวและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับข้าวเข้าร่วมรับฟังแนวทาง
และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ วิทยากรได้ชี้แจงว่าจากกรณีที่กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ได้ตกลงให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA (ASEAN Fee Trade
Area) ขึ้น ประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิก ATFA มีพันธกรณีที่ต้องลดภาษี
และยกเลิกมาตรการโควตาภาษี สินค้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ
ซึ่งได้ดำเนินการลดภาษีมาตั้งแต่ พ.ศ.2536
และมีกำหนดจะต้องยกเลิกโควตานำเข้าและลดภาษีเหลือร้อยละ 0
ในตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 นี้

การปฏิบัติตามพันธกรณีที่ผูกพันไว้ถือเป็นสิ่งสำคัญ
และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาของไทยรวมถึงเป็นการสร้างความ
เชื่อถือของไทยในภูมิภาคอาเซียน
เพื่อให้ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 1 ของโลก
ได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าข้าวตามพันธกรณีและ
เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

กรมการค้าต่างประเทศได้รับมอบหมายจากกระทรวงพาณิชย์
ให้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน
ในการพิจารณาหามาตรการไว้รองรับ เพื่อบริหารจัดการข้าว
การนำเข้าข้าวและแนวทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ มีเป้าหมายในการรักษามาตรฐานคุณภาพข้าวไทย
คุ้มครองสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคข้าวไทย
เพื่อหาแนวทางป้องกันการระบาดของโรคและศัตรูข้าว
ป้องการกันการนำเข้าข้าวแบบสวมสิทธิ์ในโครงการแทรกแซงของรัฐบาล
และป้องกันการนำเข้าข้าวที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs)
เพื่อให้การบริหารงานข้าวมีความโปร่งใส และให้การตอบสนองต่อภาคประชาสังคม
ได้อย่างทั่วถึง
จึงมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแสดงความเห็นและเสนอแนะ
ข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ต่อการเปิดตลาดการค้าข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน(AFTA)

ข้อมูลที่ได้จากเวทีประชาคมในครั้งนี้จะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย
ข้าวแห่งชาติ (กขช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เพื่อกำหนดแนวทางมาตรการเปิดตลาดการค้าข้าวตามพันธกรณี ATFA
รวมทั้งเพื่อออกเป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับ ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันในวันที่
1 ม.ค. 2553 นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า บรรยากาศ การเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็น
การเปิดตลาดข้าวภายใต้ ATF ที่จังหวัดอุดรธานี นั้น เกษตรกร
ผู้ประกอบการโรงสี โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก
ผู้ค้าข้าวและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวในภาคอีสาน
ต่างแสดงความเห็นที่หลากหลาย

นาย ปาน แย้มชัยภูมิ ประธานศูนย์ประชาชน จ.ชัยภูมิ
ได้กล่าวแสดงความเห็นว่า 7 มาตรการ การนำเข้าข้าวของทางราชการภายใต้ AFTA
นี้ ตนคิดว่าเป็นมาตรการที่ดี
และเราควรจะต้องนำเข้าข้าวเฉพาะอย่างเท่านั้น ซึ่งการเปิดตลาดข้าวภายใต้
AFTA นี้ จะเกิดผลกระทบต่อ เสถียรภาพการทำนาของเกษตรกรเป็นอย่างมาก
เนื่องจากราคาข้าวในปีที่ผ่านมามีราคาตกต่ำอย่างมาก และเมือเปิดตลาดข้าว
ATFA นี้ ตนคิดว่าจะทำให้ข้าวทะลักเข้ามาอย่างมหาศาล
ซึ่งจะทำให้ข้าวในประเทศราคาตกต่ำลง

นายวีระพงษ์ แสงจันทร์ หนึ่งในตัวแทนเกษตรกร ได้กล่าวว่า
อยากจะให้กำหนดเวลาการนำเข้าข้าว
ให้สั้นกว่านี้เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตข้าวอยู่แล้ว
ควรจะทำการทดสอบก่อนว่า มีผลกระทบอะไรหรือไม่ก่อนที่จะนำเข้าอย่างจริงจัง

ขณะที่นาย ประดิษฐ์ คนยัง ตัวแทนเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
ในวันที่ 1 มกราคม 2553 แล้วที่ เราจะทำการเปิดการค้าเสรี
แต่เรายังไม่พูดถึงเลยว่าการเปิดการค้าเสรีนั้นทางเราจะทำอย่างไร
เราเชื่อว่าการเปิดเสรีนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ มาตรการ 7
ประการที่กำหนดมานั้นมีความเห็นว่า เรื่องแรก คือ
การกำหนดคุณสมบัติของผู้นำเข้านั้น
เรื่องนี้พูดยากเพราะว่ายังไมมีลายละเอียด
แต่ขอฝากว่าอยากให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้ที่จะนำเข้าด้วย

การพิจารณาข้าวที่นำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ เช่น แกลบ ลำข้าว
นี้ก็เป็นวัตถุดิบ ตรงนี้จะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนกว่านี้ ในเรื่อง
กำหนดระยะเวลาการนำเข้า เนื่องจากการปลูกข้าวในประเทศไทย
มีการปลูกข้าวกันตลอดทั้งปี ตนคิดว่าจะต้องมีการแบ่งเป็นโซน
ว่าจะมีการนำเข้าข้าวช่วงไหนบ้าง

สำหรับการกำหนดมาตรฐานคุณภาพข้าวนั้น
ตนก็ยังไม่มั่นใจว่ามาตรฐานที่เราทำการส่งออกไปนั้น AFTA
จะใช้มาตรฐานเดี่ยวกับเราหรือไม่ เพราะว่ายังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน
ส่วนเรื่องการกำหนดมาตรการด้านสุขอนามัย การกำหนดเงื่อนไขปลอด GMOs
การกำหนดด่านที่ให้นำเข้านั้น ไม่ขอแสดงความคิดเห็น

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ผวจ.อุดรฯยอมรับนับวันทาสยาเสพติดมีอายุน้อยลง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 มิถุนายน 2552 14:28 น.
อุดรธานี- ผู้ว่าฯอุดรธานี
เผยแนวโน้มกลุ่มผู้เสพยาเสพติดเป็นเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง แนะผู้ปกครองดูแลลูกหลานใกล้ชิด
ให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ

วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่หอประชุมโรงเรียนเทศบาล 6 นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดงานวันต่อต้านยาเสพติด
จังหวัดอุดรธานี ประจำปี 2552 โดยมีนายหาญชัย ฑีฆธนานนท์ นายก
อบจ.อุดรธานี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิ ชมรมต่างๆ
ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

นายวิเชียร ปิยะวรากร ปลัดจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ด้วยวันที่ 26
มิถุนายน ของทุกปี สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
มีมติประกาศให้เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก
เพื่อต่อต้านการใช้ยาในทางที่ผิด และค้ายาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
โดยกำหนดคำขวัญวันต่อต้านยาเสพติดโลก ปี 2550-2552 ไว้ว่า
"ยาเสพติดครอบงำชีวิตคุณอยู่หรือเปล่า ชีวิตของคุณ สังคมของคุณ
ต้องไม่มีที่สำหรับยาเสพติด"

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ได้กำหนดคำขวัญสำหรับการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2552 ภายใต้แนวคิด
"5 รั้วล้อมไทย พ้นภัยยาเสพติด" อันได้แก่ รั้วชายแดน รั้งสังคม
รั้วชุมชน รั้วโรงเรียน และรั้วครอบครัว มุ่งกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์
ภายใต้สโลแกน "เท่...ดี..ไม่ต้องมียาเสพติด"
และมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 13-15 ปี

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย การเดินรณรงค์ นิทรรศการ
การแสดงดนตรี รวมถึงการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของนักโทษยาเสพติด
ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับสื่อลามก เกมส์ และอินเตอร์เน็ต
โดยมีกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไปร่วมงานประมาณ 2,000 คน

ด้าน นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
จังหวัด อุดรธานี สถานการณ์ปัญหายาเสพติดอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เนื่องจากมีปัจจัยและเงื่อนไขทั้งในเชิงบวกและเชิงลบที่น่าเป็นห่วง คือ
การแพร่ระบาดในเด็กและเยาวชน ที่พบว่ามีสถิติสูงขึ้น
และอยู่ในกลุ่มคนที่อายุน้อยลงกว่าเดิม

โดยเฉพาะในตัวเมือง เนื่องจากเป็นเขตชุมชนหนาแน่น
จึงขอฝากลูกหลานเยาวชนให้ดูแลตนเองให้ดี ใช้ชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะ
มีเหตุผล และแก้ปัญหาในทางที่ถูกต้อง
ให้คิดว่าเราสามารถเท่ดีได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด
กิจกรรมในวันนี้ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหายาเสพติดของบ้านเมือง
เราลงได้

ซึ่งที่ผ่านมาจังหวัดให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาบูรณาการทำงานอย่าง
เป็นระบบ ใช้วัด โรงเรียนหรือค่ายทหาร เป็นสถานที่อบรมให้ความรู้
การใช้กองร้อยอาสารักษาดินแดน เป็นสถานที่บำบัดฟื้นฟูผู้ที่ติดยา
และอีกหลายแนวทางที่กำลังจะดำเนินการ

อุดรฯ พบไข้หวัด 2009 แล้ว 1 ราย

อุดรฯ พบไข้หวัด 2009 แล้ว 1 ราย


อุดรธานี - พบแล้วเหยื่อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในอุดรธานี
เป็นเด็กหนุ่มเพิ่งเดินทางมาจากจังหวัดสมุทปราการ
สสจ.สั่งทุกพื้นที่เข้มเฝ้าระวัง ขณะที่ผู้ติดเชื้อโรคชิคุนกุนยายัง 5
รายเช่นเดิม

นพ.สัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า
สถานการณ์ของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ H1N1 ในพื้นที่อุดรธานี
ขณะนี้พบผู้ป่วยแล้ว 1 ราย
ซึ่งยืนยันผลจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี เป็นผู้ป่วยชาย
นักเรียนโรงเรียนกีฬาสมุทรปราการ อายุ 18 ปี ที่เดินทางกลับมาบ้านที่
ต.ผาสุข อ.วังสามหมอ โดยผู้ป่วยเดินทางมาจาก จ.สมุทรปราการ มาถึง
จ.อุดรธานี ในตอนเช้าของวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา

ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
ซึ่งผู้ป่วยรายนี้มีอาการไข้ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน
และเดินทางกลับบ้านตอนเย็นวันที่ 15 มิถุนายน
โดยรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-บ้านแพง ขณะนี้ได้ประสานกับทางปลายทางของรถ
และทางผ่าน เพื่อควบคุมการระบาดของโรคแล้ว

นอกจากนี้ยังมีผู้สัมผัสร่วมบ้านอีก 6 คน
ซึ่งทั้งหมดได้นำตัวไปตรวจเชื้อด้วยเช่นกัน และผลยืนยันว่าเป็นเนกาทีฟ
และคนในชุมชนอีก 21 คน ขณะนี้ทางสาธารณสุขจังหวัด
ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวัง โดยมี 15 คน ที่ได้ให้กินยาป้องกันโรค
และให้ อ.วังสามหมอ เป็นพื้นที่เฝ้าระวังของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

ขณะนี้ได้แจ้งข่าวให้ทุกอำเภอ ทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ จ.อุดรธานี
รับทราบ โดยให้มีการเตรียมความพร้อมและดำเนินการตามมาตรการที่ได้กำหนดไว้
ซึ่งทาง สสจ.อุดรธานี มีชุดวินิจฉัยโรค มีเวชภัณฑ์ยา
สำหรับบริการประชาชนไว้พร้อมที่จะดำเนินการทันที

นพ.สัญชัย กล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์ของโรคชิคุนกุนยา
ในพื้นที่อุดรธานีจนถึงวันนี้ พบผู้ป่วยแล้ว 5 ราย ซึ่งทั้ง 5
รายเป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจากภาคใต้ ที่กลับมาบ้านในพื้นที่อุดรธานี
ซึ่งการดำเนินการป้องกันขณะนี้ได้พ่นยาฆ่ายุง
รอบบริเวณที่ผู้ป่วยพักอาศัย ในขณะที่นักเรียนพยาบาลที่มาจากภาคใต้
และเดินทางกลับมาเรียนต่อไม่อาการไม่สบาย 1 ราย แต่ทาง
สสจ.ได้มีการพ่นยาฆ่ายุงในบริเวณวิทยาลัยพยาบาล ก่อนที่จะเปิดเทอม

รวมถึงค่ายทหารที่มีทหารไปปฏิบัติหน้าที่กลับมาจากภาคใต้
เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัน และไปแพร่ระบาดต่อไป โดยสามารถยืนยันได้ว่า
ทั้ง 2 โรคยังไม่มีการระบาดในพื้นที่มีแต่ผู้ที่ป่วยติดเชื้อเดินทางกลับมาบ้านเท่า
นั้น

ยางพาราปั้นรายได้เกษตรกรอุดรฯเฉียดพันล.จังหวัดเตรียมผุดเครือข่ายธุรกิจครบวงจร

ยางพาราปั้นรายได้เกษตรกรอุดรฯเฉียดพันล.จังหวัดเตรียมผุดเครือข่ายธุรกิจครบวงจร
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 25 มิถุนายน 2552 19:05 น.
อุดรธานี - จังหวัดอุดรธานีเตรียมตั้งเครือข่าย
ธุรกิจยางพาราครบวงจร
มุ่งพัฒนาอาชีพปลูกยางพาราให้เกษตรกรที่ปลูกแล้วเฉียด 3 แสนไร่
ให้ผลผลิตน้ำยางที่กรีดได้แล้วกว่า 1.7 หมื่นตันสร้างรายได้ปีละเกือบ
1,000 ล้านบาท คาดปีถัดไปจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นแม้ราคายาง
ในตลาดจะตกต่ำตามภาวะเศรษฐกิจโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ที่ห้องฟ้าหลวง โรงแรมนภาลัย อ.เมือง จ.อุดรธานี
นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดการประชุม
เชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรสถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร
จังหวัดอุดรธานี

นายปัณณวิชญ์ วงศ์สุวัฒน์
ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราครบ
วงจร กล่าวว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร
จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกยางพาราแล้วประมาณ 295,000 ไร่
มีพื้นที่สวนยางกรีดได้ในปี 2552 ประมาณ 59,845 ไร่ หรือราวร้อยละ 20.28
ของพื้นที่ปลูกยางพารา ทั้งหมด คาดว่าจะให้ผลผลิตประมาณ 17,295 ตัน
ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 289 กก./ไร่/ปี ณ ระดับราคา 50 บาท/กก.
จะสร้างรายได้เข้าจังหวัดอุดรธานีจำนวนมาก

ในปีงบประมาณ 2552
องค์การสวนยางได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินงานตามโครงการ
จัดตั้งศูนย์เครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราครบวงจร
โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร
สถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร ในทุกจังหวัดที่มีการปลูกยางพารา รวม 60
จังหวัด เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 20,000 คน และสร้างเครือข่ายระดับจังหวัด
60 จังหวัด

ทั้งนี้ มีเป้าหมาย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์
ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านยางพารา สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรชาวสวนยาง
เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านยางพารา
กับเกษตรกรสวนยาง สถาบันเกษตรกรด้านยางพารา ในการพัฒนาด้านยางพารา
และสร้างเครือข่ายธุรกิจยางพาราครบวงจร เพื่อส่งเสริม สนับสนุน
พัฒนาผู้นำเครือข่าย
ให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาเกษตรกรและการสร้างธุรกิจด้านยางพารา
ร่วมกัน

โดย การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
ในช่วงเช้า เป็นการอภิปรายกลุ่ม ประเด็นการพัฒนาเกษตรกร
และการสร้างเครือข่ายธุรกิจยางพาราครบวงจร ใน ช่วงบ่าย
เป็นการสรุปผลการอภิปรายการกำหนด
แนวทางการจัดตั้งเครือข่ายยางพาราจังหวัดอุดรธานี
และการเลือกตั้งคณะกรรมการเครือข่ายฯ

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้
เป็นการจัดการประชุมครั้งที่ 8 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และเป็นการประชุมครั้งที่ 29 ของโครงการฯ
ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย เกษตรกร ผู้แทนสถาบันเกษตรกร
เจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจจำนวน 500 คน

ด้านนายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
ปัจจุบันยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ
พี่น้องเกษตรกรมากกว่า 6 ล้านคน ในปี 2551
ที่ผ่านมายางพาราทำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 3 แสนล้านบาท ช่วงต้นปี 2551
การซื้อขายยางเป็นไปอย่างคึกคัก
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ราคายางสูงขึ้น
ทำให้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 FOB กรุงเทพฯ
และยางแผ่นดิบที่ตลาดกลางหาดใหญ่เฉลี่ยสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2551
กิโลกรัมละ 107.77 บาท และ 100.97 บาท ตามลำดับ

แต่ หลังจากนั้นภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
เกิดปัญหาวิกฤตการเงินของสหรัฐฯที่ลุกลาม ไปยังยุโรปหลายประเทศ จีน
ญี่ปุ่น ราคาน้ำมันลดลงเหลือ 33.87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ต่อมาในราวเดือนธันวาคม 2551 อุตสาหกรรมรถยนต์ถูกผลกระทบลดการผลิต
ส่งผลให้ปริมาณการซื้อยางพาราลดลง
ทำให้ราคายางลดลงจากที่พี่น้องเกษตรกรเคยขายน้ำยางได้กิโลกรัมละ 100 บาท
เหลือ 4 กิโลกรัม 100 บาท ในช่วงเดือนธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา
และปัจจุบันราคายางได้ขยับตัวสูงขึ้นจากเดือนธันวาคม 2551
โดยราคายางแผ่นดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 - 55 บาท พี่น้องเกษตรกร
คงมีความพอใจในระดับหนึ่ง สำหรับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

จากข้อมูลของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จังหวัดอุดรธานี
มีพื้นที่ปลูกยางพารา 295,000 ไร่ ในปีนี้คาดว่ามีสวนยางกรีดได้ 59,845
ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 17,295 ตัน จะนำรายได้เข้าจังหวัดมากกว่า 865
ล้านบาท และในปีต่อๆ ไปผลผลิตจะเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น

แต่ อย่างไรก็ตามพี่น้องเกษตรกรต้องยึดถือตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุดรฯติวเข้มสร้างเครือข่ายธุรกิจยางครบวงจร หลังสร้างรายได้ให้ชาวสวนเฉียดพันล้านบ.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2552 16:03 น.
อุดรธานี-จังหวัด อุดรฯเตรียมตั้งเครือข่าย ธุรกิจยางพาราครบวงจร
มุ่งพัฒนาอาชีพปลูกยางพาราให้เกษตรกรที่ปลูกแล้วเฉียด 3 แสนไร่
ให้ผลผลิตน้ำยางที่กรีดได้แล้วกว่า 1.7 หมื่นตันสร้างรายได้ปีละเกือบ
1,000 ล้านบาท คาดปีถัดไปจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นแม้ราคายาง
ในตลาดจะตกต่ำตามภาวะเศรษฐกิจโลก

วันนี้( 24 มิ.ย.) ณ ห้องฟ้าหลวง โรงแรมนภาลัย อ.เมือง จ.อุดรธานี
นาย อำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดการประชุม
เชิงปฏิบัติ การเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรสถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร
จังหวัดอุดรธานี

นายปัณณวิชญ์ วงศ์สุวัฒน์
ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราครบ
วงจร กล่าวว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร
จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกยางพาราแล้วประมาณ 295,000 ไร่
มีพื้นที่สวนยางกรีดได้ในปี 2552 ประมาณ 59,845 ไร่ หรือราวร้อยละ 20.28
ของพื้นที่ปลูกยางพารา ทั้งหมด คาดว่าจะให้ผลผลิตประมาณ 17,295 ตัน
ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 289 กก./ไร่/ปี ณ ระดับราคา 50 บาท/กก.
จะสร้างรายได้เข้าจังหวัดอุดรธานีจำนวนมาก

ในปีงบประมาณ 2552
องค์การสวนยางได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินงาน
ตามโครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราครบวงจร
โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร
สถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร ในทุกจังหวัดที่มีการปลูกยางพารา รวม 60
จังหวัด เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 20,000 คน และสร้างเครือข่ายระดับจังหวัด
60 จังหวัด

ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์
ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านยางพารา สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรชาวสวนยาง
เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านยางพารากับเกษตรกร
สวนยาง สถาบันเกษตรกรด้านยางพารา ในการพัฒนาด้านยางพารา
และสร้างเครือข่ายธุรกิจยางพาราครบวงจร เพื่อส่งเสริมสนับสนุน
พัฒนาผู้นำเครือข่ายให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาเกษตรกร
และการสร้างธุรกิจด้านยางพาราร่วมกัน

การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
ในช่วงเช้า เป็นการอภิปรายกลุ่ม ประเด็นการพัฒนาเกษตรกร
และการสร้างเครือข่ายธุรกิจยางพาราครบวงจร ใน ช่วงบ่าย
เป็นการสรุปผลการอภิปรายการกำหนดแนวทางการจัดตั้งเครือข่ายยางพาราจังหวัด
อุดรธานี และการเลือกตั้งคณะกรรมการเครือข่ายฯ

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้
เป็นการจัดการประชุมครั้งที่ 8 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และเป็นการประชุมครั้งที่ 29 ของโครงการฯ
ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย เกษตรกร ผู้แทนสถาบันเกษตรกร
เจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจจำนวน 500 คน

ด้านนาย อำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
ปัจจุบันยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ
พี่น้องเกษตรกรมากกว่า 6 ล้านคน ในปี 2551
ที่ผ่านมายางพาราทำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 3 แสนล้านบาท ช่วงต้นปี 2551
การซื้อขายยางเป็นไปอย่างคึกคัก
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ราคายางสูงขึ้น
ทำให้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 FOB กรุงเทพฯ
และยางแผ่นดิบที่ตลาดกลางหาดใหญ่เฉลี่ยสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2551
กิโลกรัมละ 107.77 บาท และ 100.97 บาท ตามลำดับ

หลังจากนั้นภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
เกิดปัญหาวิกฤติการเงินของสหรัฐที่ลุกลาม ไปยังยุโรปหลายประเทศ จีน
ญี่ปุ่น ราคาน้ำมันลดลงเหลือ 33.87 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล

ต่อมาในราวเดือนธันวาคม 2551 อุตสาหกรรมรถยนต์ถูกผลกระทบลดการผลิต
ส่งผลให้ปริมาณการซื้อยางพาราลดลง
ทำให้ราคายางลดลงจากที่พี่น้องเกษตรกรเคยขายน้ำยางได้กิโลกรัมละ 100 บาท
เหลือ 4 กิโลกรัม 100 บาท ในช่วงเดือนธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา
และปัจจุบันราคายางได้ขยับตัวสูงขึ้นจากเดือนธันวาคม 2551
โดยราคายางแผ่นดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 - 55 บาท พี่น้องเกษตรกร
คงมีความพอใจในระดับหนึ่ง สำหรับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

จากข้อมูล ของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า
จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ปลูกยางพารา 295,000 ไร่
ในปีนี้คาดว่ามีสวนยางกรีดได้ 59,845 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 17,295 ตัน
จะนำรายได้เข้าจังหวัดมากกว่า 865 ล้านบาท และในปีต่อๆ
ไปผลผลิตจะเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม พี่น้องเกษตรกรต้องยึดถือตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

หนุ่มอาชีพรับจ้างโวยถูกไฟฟ้าอุดรฯ แจ้งบิลค่าฟ้าเกือบ 5 หมื่นบ.

อุดรธานี - หนุ่มอาชีพรับจ้างเมือง อุดรฯงง ถูกเรียกเก็บเงินค่าไฟมหาโหด
ขำไม่ออก สูงกว่า 4 หมื่นบาท ทั้งที่ปกติจ่ายอย่างมาก 500 บาท
ซ้ำหม้อแปลงเสียแจ้ง สนง.ไฟฟ้าแก้ไขก็เงียบ

ผู้สื่อ ข่าวจังหวัดอุดรธานีได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า
ที่บ้านของตนถูกเรียกเก็บค่าไฟฟ้า เกินความเป็นจริง เป็นจำนวนเงินมากถึง
40,000 กว่าบาท จึงได้เดินทางไปทำการตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 279/1 ม.5
คุ้มวัดโพธิ์ทอง บ้านหนองเตาเหล็ก ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี
ซึ่งเป็นบ้านนายอุดร ชวนไชยสิทธิ์ อายุ 37 ปี มีอาชีพรับจ้างทั่วไป

นาย อุดร ชวนไชยสิทธิ์ อายุ 37 ปี
ได้นำบิลแจ้งเก็บค่าไฟฟ้าของเดือน มิถุนายน 2552 ยอดชำระจำนวน 41,135.05
บาท มาให้ดูพร้อมได้พาเข้าไปดูในบ้านซึ่งเคยเปิดเป็นร้านเสริมสวย
แต่ก็ได้เลิกกิจการไปแล้ว โดยภายในบ้านมีเพียงตู้เย็น พัดลม ทีวี
อย่างละเครื่องเท่านั้นเอง

นายอุดรกล่าวว่า ตนรู้สึกงงมากกับค่าไฟฟ้า
ที่ทางสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้แจ้งบิลเก็บค่าไฟฟ้ามา จำนวนเงิน
41,135.05 บาท ซึ่งปกติบ้านของตนจะใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 400 บาท เมื่อ 3
เดือนที่ผ่านมา ทางสำนักงานการไฟฟ้าได้ทำการแจ้งบิลไฟมาตามปกติ
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าค่าใช้ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ
แต่ก็ไม่สนใจอะไร เพราะว่ารัฐบาลได้ออกให้ครึ่งหนึ่ง

ในเดือนที่ 4 คือ เดือนเมษายน ตนตรวจสอบพบว่าหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 15
แอมป์ มีปัญหาหม้อไม่เดิน แต่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าไป 300 กว่าบาท
พอหลังเดือนที่ 5 คือเดือนพฤษภาคม 2552 มียอดค่าไฟมาอีก 324.84 บาท
ตนก็แปลกใจว่าเจ้าหน้าที่มาจดค่าตัวเลขหม้อแปลงไฟฟ้าไปได้ยังไง
ทั้งที่หม้อแปลงไฟฟ้าเสีย แต่เห็นว่าสามารถจ่ายได้ก็เลยไปจ่าย

เมื่อมาถึงรอบบิลเดือนมิถุนายน ซึ่งปกติรอบบิลมาถึงประมาณวันที่
18 หรือวันที่ 19 ของทุกเดือน บิลค่าไฟฟ้ามาถึงวันที่ 20 มิ.ย.
ซึ่งได้ระบุยอดชำระเงิน เป็นจำนวนเงิน 41,135.05 บาท
ทำให้ตนเองตกใจและงงมากจนทำอะไรไม่ถูก

นายอุดรกล่าวอีกว่า หลัง
จากรู้ว่าแปลงไฟฟ้าของตนเองเสียก็ได้แจ้งเรื่องไปยังสำนักงานการไฟฟ้าส่วน
ภูมิภาค ตั้งแต่เดือนปลายเดือนเมษายน จนขณะนี้ยังไม่มาเปลี่ยนให้
แต่ก็ยังคิดค่าใช้ไฟฟ้าในส่วนค่าไฟฟ้าจำนวน 41,135.05 บาท นั้น
ทางตนก็ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและลงบันทึกประจำไว้ที่
สภ.เมืองอุดรธานีแล้ว
จากนั้นได้เข้าไปหาผู้อำนวยการสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
เพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้


อย่างไรก็ตาม ล่า สุด นายบัญญัติ โลหะกุลวิช
ผู้ช่วยผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี
ได้ทำการชี้แจ้งให้นายอุดรทราบว่าสำหรับบิลแจ้งการใช้ไฟฟ้านั้น
ทางด้านนายอุดรไม่ต้องทำการจ่ายแต่อย่างใด
ส่วนในเรื่องมิเตอร์ไฟฟ้านั้นทางสำนักงานจะรีบดำเนินการเปลี่ยนให้ใหม่

สิ้นแล้วพ่อแม่ครูอาจารย์วัดป่ากรรมฐาน "หลวงปู่เพียร วิริโย"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 17:12 น.
อุดรธานี- สิ้นแล้ว พ่อแม่ครูอาจารย์วัดป่ากรรมฐาน "หลวงปู่เพียร
วิริโย" เจ้าอาวาสวัดป่าหนองกอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เมื่อเวลา 01.28
น.สิริอายุ 83 ปี 61 พรรษา เหตุป่วยด้วยโรคปอด และโรคหัวใจ
เผยเป็นพระสุปฏิปันโนที่สำคัญ ในกองทัพธรรม สายพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น
ภูริทัตโต กำหนดพระราชทานเพลิงศพแบบเรียบง่าย ในวันที่ 4 กรกฎาคม นี้

วันนี้ (23 มิ.ย.) ที่วัดป่าหนองกอง ต.บ้านค้อ อ.บ้านผือ
จ.อุดรธานี พระธรรมสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญานสัมปันโน
เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธี
รดน้ำเคารพศพ "หลวงปู่เพียร วิริโย" เจ้าอาวาสวัดป่าหนองกอง
พระสงฆ์สายวิปัสสนากรรมฐาน หรือวัดป่า โดยมี นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
นำลูกศิษย์ที่ทราบข่าวเดินทางมาร่วมพิธี

กำหนดประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ ในเวลา
16.00 น.เป็นแบบเรียบง่าย ตามแบบพระป่า โดยจะไม่มีการตั้งศพไว้ 100 วัน
เหมือนพระสงฆ์มีชื่อเสียงทั่วไป

สำหรับประวัติหลวงปู่เพียร วิริโย อายุ 83 ปี 61 พรรษา
เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2469 ที่บ้านศรีฐาน ต.ศรีฐาน
อ.คำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ จ.ยโสธร
บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดป่าศรีฐาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2490

เมื่ออายุครบ 22 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ที่วัดเดียวกัน
มีพระครูวิศาล ศีลคุณ เป็นอุปัชฌา หลังศึกษาพระธรรมมาระยะหนึ่ง
ได้ออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ จนมาพบกับหลวงตาบัว ที่วัดป่าหนองผือ
อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และได้ปรนนิบัติ อ.มั่น ภูริทัตโต
อาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงปู่เพียร เริ่มมีอาการอาพาธ เมื่อปี 2546 จนกระทั่งปี 2548
ได้รับการตรวจรักษา ที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคปอด และโรคหัวใจ และมาในปี 2552
ได้รับการตรวจรักษาบ่อยขึ้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา
ลูกศิษย์นำหลวงปู่เพียร ส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และได้ส่งต่อไปที่
โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น กระทั่งเวลา 01.28 น. วันที่ 23 มิถุนายน
หวงปู่เพียร ได้มรณภาพไปด้วยอาการสงบ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สสจ.อุดรฯ เปิดเวทีแลกปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสุขภาพ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 13:38 น.
อุดรธานี - จังหวัดอุดรฯ
เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสุขภาพ
หวังนำไปสู่การขยายการเรียนรู้การพัฒนาสุขภาพในทุกพื้นที่ที่ประชาชนสามารถ
พึ่งตนเองได้ เผยเป้าหมายการทำงานเครือข่ายสุขภาพจะบรรลุผลขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วนในสังคม
ท้องถิ่นร่วมมือร่วมใจ

เมื่อเวล 10.00 น.วันนี้ (23 มิ.ย.) ที่ห้องอุดรดุษฎี
โรงแรมเจริญโฮเต็ล อ.เมืองอุดรธานี นายกฤษเพชร ศรีปาน รองผู้ว่าราชการ
จ.อุดรธานี เป็นประธานเปิดการประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสุขภาพ
จ.อุดรธานี เรื่องการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพ
ภายใต้งบประมาณตามแผนพัฒนาจังหวัด ปีงบประมาณ 2552
โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 6 กระทรวงหลัก เครือข่ายสุขภาพ
ผู้บริหรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำสุขภาพระดับตำบล
อสม.และผู้เี่กี่ยวข้อง รวม 370 คน

นายแพทย์สัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุรธานี กล่าวว่า
สำนักงานสาธารณสุข จ.อุดรธนี ได้รับงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
จ.อุดรธานี ปี 2552 โครงการพัฒนาสุขภาพแบบบูรณาการ
กิจกรรมการพัฒนาเครือยข่ายแกนนำสร้างสุขภาพฯ งบประมาณรวมทั้งสิ้น
1,600,000 บาท ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพ
รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณ ให้กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับตำบล 41
ตำบลนำร่อง ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงาน และแก้ไขปัญหาสุขภาพชุมชน

โดยมุ่งเน้นให้เกิดเครือข่ายสุขภาพระดับตำบลในพื้นที่
เกิดการประสานงาน ประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงเครือข่ายสุขภาพทุกภาคส่วน
ให้มีการขับเคลื่อน ทำงานร่วมกันมากขึ้น เกิดความเข้มแข็ง
บนพื้นฐานการยอมรับ การเข้าใจและใช้ประโยชน์
จากจุดแข็งที่แตกต่างกันตามบทบาทของเครือข่ายโดยมีเป้าหมายสูงสุด
ที่จะพัฒนาเครือข่ายสุขภาพสู่การพึ่งตนเองด้านสุขภาต่อไป

จากความสำคัญดังกล่าว สำนักงานสาธารณสข จ.อุดรธานี
จึงได้จัดการประชุม เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสุขภาพ จ.อุดรธานี
เรื่อง การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพโดยใช้แผนที่ยุทธศาตร์ ขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพและแลก
เปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์
การบริหารกองทุหลักประกันสุขภาพของเครือข่ายสุขภาพ จ.อุดรธานี
และเพื่อพัฒนาศักยภาพ เครือข่ายสุขภาพ จ.อุดรธานี ให้มีความรู้
และสมรรถนะในการส่งเสริม สนับสนุนความร่วมมือในการจัดการสุขภาพ

นายกฤษเพชรกล่าวว่า ใน การดำเนินงานพัฒนาเครือข่ายสุภาพ
จ.อุดรธานี ภายใต้ยุทธศาตร์การพัฒนาสุขภาพจังหวัด
โดยใช้กลยุทธ์การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีของ
ประชาชน การดำเนินงานดังกล่าวจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์นั้น
คงไม่ใช่หน้าที่ของบุคลากรด้านสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียว
แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ที่สำคัญเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ ได้แก่ แกนนำสุขภาพระดับตำบล
อสม.ที่จะต้องประสานความร่วมมือให้เกิดการขับเคลื่อนในการจัดการสุขภาพของตน
เอง ครอบครัว ชุมชน ใ้ห้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ที่มีทบาทสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพ
เพื่อให้ประชาชนไดึ้่พึ่งตนเองได้

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รวบเสี่ยฟอกหนังเมืองปากน้ำค้ายาไอซ์-ยาอีให้วัยรุ่นอุดรฯ

อุดรธานี-ตำรวจอุดรฯ รวบเสี่ยรับซื้อหนังส่งโรงฟอกที่สมุทรปราการ
ลอบนำยาไอซ์และยาอีจำหน่ายให้วัยรุ่น
หวังหลับนอนกับลูกค้าสาวที่ไม่มีเงินซื้อยาและมักจะเอาตัวเข้าแลก

วันที่ 19 มิ.ย. เวลา 16.30 น. พ.ต.อ.สมเกียรติ เกิดจงรักษ์
รองผบก.ภ.จว.อุดรธานี , พ.ต.ท.ภัทรพล กมล รอง ผกก.กลุ่มงาน
สส.ภ.จว.อุดรธานี, พ.ต.ต.สุชัย นันแก้ว สว.กลุ่มงาน สว.สส.
พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทิวา ได้ทำการจับกุมนายอิทธิศักดิ์
หรือเสี่ยอ้วน อุดมผลพัฒนพร เดิมชื่อ นายทิวา อุดมผลพัฒนพร อายุ 44 ปี
บ.209/1 ม.6 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และ นายสมชาย ปรางค์ศรี
อายุ 41 ปี บ.51/9 ม.11 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. พร้อมของกลาง
ยาไอซ์จำนวน 3 ถุง รวมน้ำหนัก 2.70 กรัม ยาอี 1 เม็ด และอีกครึ่งเม็ด

นอกจากนี้ยังมีเงินสดในการล่อซื้อ 4,000 บาท อาวุธปืนขนาด 9 มม. 1
กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. 42 นัด กระสุนปืนขนาด .45 มม. 6 นัด
ปืนยาวอัดลม 1 กระบอก คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 2 เครื่อง โทรศัพท์มทอถือ 7
เครื่อง อุปกรณ์การเสพยาไอซ์ 4 ขวด สมุดบัญชีธนาคาร 13 เล่ม และ รถยนต์ 2
คัน

ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า มีค้ายาเสพติดรายใหญ่ ใน
อ.หนองหาร ขายยาให้กับกุล่มวัยรุ่น ใน จ.อุดรธานี ได้สั่งการให้
พ.ต.ท.ภัทรพล ฯ และ พ.ต.ต.สุชัย ฯ วางแผนจับกุม
โดยได้ติดต่อล่อซื้อยาไอซ์จำนวน 1 ถุง ในราคา 4,000 บาท ทางโทรศัพท์
และนัดมอบส่งกันที่บ้านเลขที่ 602 ม.6 บ้านผักตบ ต.ผักตบ อ.หนองหาน
ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นบ้านของ นายอิทธิศักดิ์ หรือเสี่ยอ้วน
ได้เปิดเป็นสถานที่รับซื้อหนัง วัว และหนังควาย
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้นำกำลังไปทำการดักซุ่มรออยู่รอบบริเวณ
แล้วให้สายลับเข้าไปล่อซื้อ และแสดงตัวเข้าจับกุม
จากการตรวจค้นภายในบ้านพบตัว นายสมชาย ปรางค์ศรี พร้อมกับของกลางดังกล่าว
จึงได้ทำการตรวจยึด และควบคุมตัวมายัง สภ.เมืองอุดรธานี

จากการสอบสวนนายอิทธิศักดิ์ หรือเสี่ยอ้วน สารภาพว่า ซื้อยยาไอซ์
มาจากนายใหม่ ไม่ทราบชื่อและนามสกุล ที่ กทม. 4 ถุง ราคา 4,000 บาท
แล้วนำมาจำหน่ายให้กับกลุ่มวัยรุ่นราคาถุงละ 4,000 บาท
และก็หวังที่จะหลับนอนกับสาววัยรุ่น ที่ไม่มีเงินมาซื้อยาไอซ์ไปเสพ
และได้เอาตัวเข้าแลกหลับนอนกับตน มาได้ 3-4 คนแล้ว

นายอทธิศักดิ์ หรือเสี่ยอ้วน ให้การว่า
ตนมีอาชีพรับซื้อหนังวัวและหนังควาย ในอำเภอหนองหาน
แล้วจะนำไปส่งต่อที่โรงงานฟอกหนัง ใน จ.สมุทรปราการ
โดยจะเดินทางไปส่งครั้งละ10 ตัน ด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
พร้อมทั้งจะซื้อยาไอซ์มาด้วยทุกครั้ง
ส่วนยาอีนั้นนายใหม่ให้มาเพื่อนำไปลองเสพ ส่วนอาวุธปืนนั้น
ซื้อมานานแล้วในราคา 75,000 บาท ไว้ป้องกันตัว
เนื่องจากตนเองต้องเดินทางบ่อย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหานายอทธิศักดิ์ มียาเสพติดประเภท 1
หรือยาไอซ์ และยาอีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายสมชาย ปรางค์ศรี
ได้ทำการตรวจปัสสาวะ เป็นสีม่วง จึงได้แจ้งข้อหาเสพยาเสพติดประเภท 1
หรือยาไอซ์ โดยผิดกฎหมาย แล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองหาน
ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000069601

ผวจ.อุดรฯ-อบต.ใบ้กินไม่กล้าแจงหลังผลาญงบบินดูงานเหมืองโปแตซที่เยอรมนี

อุดรธานี - กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีจี้
อบต.แจงข้อมูลหลังบินไปดูงานทำเหมืองแร่โปแตซที่เยอรมนีร่วม 38 ชีวิต
แต่ใบ้กินอธิบายชี้แจงอะไรไม่ได้ อ้างแต่ไปตามคำสั่งผู้ใหญ่
แม้แต่ผู้ว่าฯ ก็ไม่มีปัญญาอธิบายข้อข้องใจชาวบ้าน นักวิชาการเอ็นจีโอ
จวกผลาญงบแผ่นดินจากภาษีประชาชน

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (17 มิ.ย.)
ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีประมาณ 40 คน
ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาม่วง
และตำบลห้วยสามพาด ในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี
เพื่อเรียกร้องให้ชี้แจงการไปดูงาน การทำเหมืองแร่โปแตชที่ประเทศเยอรมนี

พร้อมทั้งแนบประเด็นคำถามจากชาวบ้าน นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน
เรื่องความรู้ที่ได้จากการไปดูงานดังกล่าว ให้นายก
อบต.ทั้งสองตอบข้อข้องใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
และคณะ ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 38 คน
ไปดูงานการทำเหมืองแร่โปแตชที่ประเทศเยอรมนีมาเมือเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและ
ก่อนหน้านี้วันที่ 10
มิ.ย.กลุ่มอนุรักษ์ฯได้ยื่นหนังสือเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจาก
นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
ขอให้เปิดเผยรายชื่อคณะผู้ดูงาน และนำเสนอผลการดูงาน
แต่ยังไม่มีการชี้แจง จึงได้มายื่นคำถามต่อนายก อบต.ทั้ง 2 ตำบล
ในฐานะตัวแทนของท้องถิ่น ที่ได้ร่วมไปในคณะดูงานครั้งนั้นด้วย

หลังจากนั้นตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือ
และชุดคำถาม ณ ที่ทำการอบต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม
จ.อุดรธาณีแต่ไม่พบนายก อบต. มีเพียง ร.ต.สมชัย จันทร์ศรี ปลัด
อบต.ออกมารับหนังสือแทน และกล่าวตอบเพียงสั้นๆ
ด้วยน้ำเสียงและท่าทีอึดอัดว่า

"ผมได้ไปศึกษาดูงานการทำเหมืองที่ประเทศเยอรมนีมาจริง
กับคณะของผู้ว่าฯ แต่ที่ไปนั้นมันมีคำสั่งมาจากข้างบน
ถ้าจะให้ตอบว่าทำเหมืองมีผลกระทบ ข้อดีข้อเสียอย่างไร ผมไม่สามารถพูดได้
เพราะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย
ซึ่งหากว่าผู้ใหญ่สั่งมาอย่างไรผมต้องปฏิบัติตาม
ฉะนั้นต้องให้ผู้ใหญ่เป็นผู้มาอธิบายเอง"

หลังจากนั้นเวลา 13.00 น.ของวันเดียวกัน กลุ่มอนุรักษ์ฯ
ได้เดินทางต่อไปยัง ที่ทำการ อบต.ห้วยสามพาด โดยได้พบและยื่นหนังสือกับ
นายประจักษ์ อุดชาชน นายก อบต.ห้วยสามพาด
ที่ออกมาให้การต้อนรับและรับหนังสือด้วยตัวเอง
พร้อมชี้แจงว่าได้ไปดูงานมาจริงและโดยไปดูมา 2 เหมืองแต่จำชื่อไม่ได้
มีทั้งเหมืองที่ดำเนินการอยู่ และเหมืองที่ถูกปิดไปแล้ว
แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้เพราะไปดูแค่ผิวเผิน
และไม่ได้เข้าไปดูในเขตเหมืองหรือโรงงานผลิตแร่แต่อย่างใด

"ผม ไปดูเหมืองมาจริงๆ โดยใช้งบประมาณของราชการ
แต่ถ้าจะให้พูดถึงว่าการทำเหมืองนั้นมันดีหรือไม่ดี ผมตอบไม่ได้
เพราะว่าไม่ได้ไปเห็นในส่วนที่มันเกิดผลกระทบ และเขาก็นำเสนอแต่ด้านดี
ด้านที่ไม่ดีเขาก็ไม่พาไปดู และคำถามทั้งหมดที่พี่น้องนำมา
ผมจะตอบเป็นลายลักษณ์อักษร
และยืนยันว่าในเรื่องการทำเหมืองในพื้นที่บ้านเรานั้นผมก็เป็นคนหนึ่งที่รัก
หวงแหนแผนดินบ้านเรา แต่ในตำแหน่งหน้าที่แล้วผมก็จะขอวางตัวเป็นกลาง"
นายประจักษ์กล่าว

ด้าน นางมณี บุญรอด รองประธานกลุ่มอนุรักษ์ฯ กล่าวว่า
เป็นที่น่าแปลกใจที่ข้าราชการที่ไปดูเหมืองแร่โปแตสที่เยอรมันมาตั้งแต่นาย
อำนาจ ผการัตน์ ผวจ.อุดรฯ ก็ตอบไม่ได้ว่าไปดูที่ไหน เอาเงินจากไหนไป
หมดไปเท่าไหร่ หรือมีรายชื่อใครไปบ้าง ก็ไม่ตอบยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า
การไปดูงานในครั้งนี้ที่ใช้งบมหาศาลเอาเงินราชการส่วนไหน
ทำไมต้องไปเยอรมัน แล้วไปดูที่ไหนบ้าง มีใครไปบ้าง ไปเห็นมาแล้ว
มีความเข้าใจต่อการทำเหมืองมากน้อยเพียงไร ก็ไม่มีคำตอบ ไม่มีใครกล้าตอบ

"พวก เราได้รับคำตอบแต่ว่าการไปดูงานเหมืองแร่ครั้งนี้ทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่
เอางบประมาณแผ่นดินจากภาษีของประชาชนไปล้างผลาญ
โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ไอ้โม่งที่สั่งคงมีอำนาจสูงมาก
สามารถเซ็นอนุมัติงบราชการไปดูเหมือง และเลือกดูแต่ด้านดีๆ เท่านั้น"
นางมณีกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มรภ.อุดรฯ ร่วม ม.ชื่อดังแคนาดาเวิร์กชอปเทคโนโลยีสกัดสมุนไพรไทย

อุดรธานี-มรภ.อุดรธานี ร่วมกับ ม.ทอมสันริเวอร์ ประเทศแคนาดา
เวิร์กชอป"เทคโนโลยีชีวภาพในการทดสอบฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ของสารสกัดสมุนไพร
ไทย" เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านจุลชีววิทยา
ให้นักวิจัยไทยนำไปประยุกต์ใช้ในการวิจัยด้านการสกัดสมุนไพรไทย
และเพิ่มศักยภาพด้านการศึกษาและวิจัย ในด้านอื่นๆ ต่อไป

ณ ศูนย์ฝึกประสบการวิชาชีพอุดรราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ดร.ณัติเทพ พิทักษานุรัตน์ อธิการบดี
เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง
"เทคโนโลยีชีวภาพในการทดสอบฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ของสารสกัดสมุนไพรไทย"

ดร.สมฤดี ศรีทับทิม อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่า
ประเทศไทยเป็นแหล่งสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคมายาวนาน
แต่ยังขาดแคลนเทคโนโลยีที่จะนำมาพัฒนาด้านเภสัชภัณฑ์สมัยใหม่
ดังนั้นนักวิจัยท้องถิ่น จึงไม่ควรละเลยประโยชน์ของสมุนไพรไทย
และหันมาศึกษาการใช้เป็นยารักษาโรคอย่างจริงจัง คณะวิจัยสาขาวิชาเคมี
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ได้ศึกษาวิจัยพืชในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยมีการเก็บบันทึกภูมิปัญญาชาวบ้าน
ควบคู่ไปกับการจำแนกสารเคมีหลักๆ ในพืชท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติเป็นยา
จากการวิจัยในครั้งนี้ได้ทดสอบผลกระทบของสารสกัดจากพืชในเซลล์ของสิ่งมี
ชีวิตที่เรียกว่า "การทดสอบการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (bioactivity test)"
เพื่อทดสอบการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของสารสกัดในพืช แต่อย่างไรก็ตาม
นักวิจัยที่เข้าร่วมวิจัย
ยังมีความรู้และทักษะด้านจุลชีววิทยาค่อนข้างจำกัดฃ

ซึ่งปัจจุบันคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความรู้ด้านจุลชีววิทยาที่สกัดจากสมุนไพรในท้องถิ่น
โดยส่งสารสกัดจากพืชสมุนไพรไปทดสอบที่สถาบันอื่นๆ ในกรุงเทพ
ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนางานวิจัยทางด้าน
สมุนไพร

ที่นอกจากจะช่วยงานวิจัยเกี่ยวกับสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในสมุนไพรแล้ว
ยังเป็นประโยชน์ทางด้านการเรียนสำหรับนักศึกษาทางเคมี เทคโนโลยีชีวภาพ
และวิทยาศาสตร์สุขภาพโดยตรง

การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก
สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในการจัดอบรมระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน
2552

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนักวิจัย ทั้งจากภาครัฐ สถาบันวิชาการ
ภาคอุตสาหกรรม คณาจารย์ นักเรียนและนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ปริญญาตรี
ปริญญาโท และปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคอื่นๆ
ในประเทศไทย รวม 80 คน

โดยมีวิทยากรจากภาคชีววิทยา มหาวิทยาลัยทอมสันริเวอร์
ประเทศแคนาดา ผศ.ดร.เนาวรัตน์ ชีพธรรม นักวิชาชีพไทยในประเทศแคนาดา
ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านจุลชีววิทยา
และเป็นผู้จัดการและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องการค้นพบการยับยั้ง
เชื้อจุลินทรีย์ พร้อมด้วยคณะศาสตราจารย์จากประเทศแคนาดา
มาถ่ายทอดความรู้สู่นักวิจัยไทย

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุดรฯพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มสูงขึ้น

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by ASTVผู้จัดการออนไลน์
อุดรธานี - เผยประชากรในอุดรธานีป่วยโรคมะเร็งในเพศชายสูง
โดยมะเร็วตับมียอดผู้ป่วยสูงสุดถึงร้อยละ 83.4 ต่อประชากรแสนคน
รองลงมาคือมะเร็งปอด 14.9 ต่อประชากรแสนคน มะเร็งลำไส้ใหญ่ 7.8
ต่อประชากรแสนคนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ (11
มิ.ย.) ที่ห้องประชุมอุดรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล อ.เมืองอุดรธานี
นายแพทย์สมนึก เตมียสถิต ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งอุดรธานี
เป็นประธานปิดการประชุมวิชาการ
เรื่องก้าวไปให้ทันมะเร็งลำไส้ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ให้แก่บุคลากรสาธารณสุข
9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนักศึกษาในพื้นที่ จ.อุดรธานี จำนวน
300 คน พ.ท.นพ.บัญชา ตันชวลิต หัวหน้ากลางงานเทคโนโลยีและสารสนเทศ
ศูนย์มะเร็งอุดรธานี กล่าวว่า จากรายงานอุบติการณ์โรคมะเร็งประชาชนใน
จ.อุดรธานี ปี 2544-2546 พบว่าในเพศชาย โรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1
คือ มะเร็งตับ 83.4 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือมะเร็งปอด 14.9
ต่อประชากรแสนคน มะเ็ร็งลำไส้ใหญ่ 7.8 ต่อประชากรแสนคน ในเพศหญิง
โรคมะเร็งที่พบมากอันดับ 1 คือ มะเร็งตับ 42.6 ต่อประชากรแสนคน
รองลงมาคือมะเร็งปากมดลูก 16.3 ต่อประชากรแสนคน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 6.5
ต่อประชกรแสนคน จะเห็นว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศชาย ซึ่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้
เหตุผลอันดับหนึ่งก็คือ บุคลากรสาธารณสุขและประชานยังขาดความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
รวมถึงขาดความตระหนักในโรคมะเร็งดังกล่าว ศูนย์มะเร็งอุดรธานี
มีภารกิจด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนา
และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านโรคมะเร็ง
ให้บริการบำบัด รักษาโรคมะเ็ร็งที่ได้มาตรฐาน
รวมทั้งให้การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้รับบริการร่วมกับเครือข่าย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายใน
และภายนอกเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนอตอนบน จากเหตุผลดังกล่าว
ศูนย์มะเร็งอุดรธานีจึงได้จัดประชุมวิชาการเรื่องก้าวไปให้ทันมะเร็งลำไส้
ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ วิทยาการเทคโนโนยีใหม่ๆ
ด้านโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้กับบุคลากรสธารณสุข
สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานด้านการวางแผน
ควบคุมป้องกันและรักษาโรค รวมถึงโรคการวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ให้มีประสิทธิภาพ
รวมถึงสามารถค้นพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มแรกมากขึ้น
มะเร็งลำไส้ใหญ่รักษาหายขาดได้ทัน หากสามารถวินิฉัยได้เร็วขึ้น

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ร้องนายกฯ ชาวบ้าน-นายทุนรุกที่ป่า "ช่องเขาขาด"

อุดรธานี - เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุดรฯบุกตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
บริเวณช่องเขาขาด ถ.บ้านผือ-อ.น้ำโสม หลังมีประชาชนร้องเรียนถึงนายกฯ
อภิสิทธิ์ ย้ำหากไม่จัดการตามกฎหมายพร้อมเข้าไปบุกรุกเช่นกัน
ผลตรวจสอบมีนายทุนใหญ่ภาคตะวันออกแผ้วถางกว่า 40 ไร่

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ว่า วันนี้ (11 มิ.ย.)
นายทรัพย์สิน จงดี นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ
สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 อุดรธานี
พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกัน ปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ที่
อด.2 หนองแก และ อด.16 เข้าการตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขือน้ำ
บ้านผือ น้ำโสม นายูง บริเวณริมช่องเขาขาด ถนน อ.บ้านผือ-อ.น้ำโสม
ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

หลังจากมีประชาชนร้องเรียนไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ว่ามีการปล่อยปละละเลยให้การบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ
โดยระบุว่ามีประชาชนบุกรุกล้อมรั้ว ปลูกสร้างบ้านสภาพใหม่
โดยบริเวณนั้นเต็มไปด้วยก้อนหินอันสวยงาม
เหมาะสมนำมาจัดทำสวนพักผ่อนริมทาง หากทางราชการยังเพิกเฉยในการแก้ไขปัญหา
หรือไม่จัดการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้ร้องจะเข้าไปยึดครองพื้นที่บริเวณนั้นด้วย

ภายหลังการตรวจสอบพบว่า บริเวณร้องเรียนใกล้กับวัดป่า "ภูหินตั้ง"
เป็นป่าสงวนฯจริง มีประชาชนบางส่วนเข้าไปอาศัยอยู่ ตาม มติ ครม.31
มิถุนายน 2541 ซึ่งมีข้อตกลงให้อาศัยอยู่จริง ห้ามขยายพื้นที่
หรือเปลี่ยนมือผู้ถือครอง แต่ปรากฏว่ามีประชาชนเข้ามาบุกรุกเพิ่ม 14 ราย

ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจน ทำการปลูกบ้านหลังคามุงหญ้า
บางรายกำลังก่ออิฐถือปูนถาวร เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบ
และขอให้รื้อย้ายออก มี 5 ราย ยินดีทำตามและช่วยเจ้าหน้าที่รื้อย้ายด้วย

นายทรัพย์สินชี้แจงว่า ชาวบ้านที่เข้ามาบุกรุกใหม่เป็นคนยากจน
มีภูมิลำเนาใน อ.น้ำโสม และ อ.นายูง จึงดำเนินการในลักษณะแจ้งให้ทราบ
การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย ขอให้ทำการรื้อย้ายออกทั้งหมด
ซึ่งทางราชการพร้อมอำนวยความสะดวก จะไม่ดำเนินคดีกับชาวบ้านทั้งหมด
ก็มีชาวบ้าน 5 รายยินยอมย้ายในวันนี้

ส่วนที่เหลือได้แจ้งให้ทราบว่าให้เวลา 1 เดือน
หากยังไม่ย้ายก็จะดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้มีอยู่ 1 ราย
เป็นนายทุนจากภาคตะวันออก มาครอบครองที่ดินกว่า 40 ไร่
ก็แจ้งให้ออกภายในเวลาเดียวกันด้วย

อุดรฯ อัดงบ 10 ล้านหนุนพัฒนาปลูกมันสำปะหลัง

อุดรธานี - จังหวัดอุดรธานีรณรงค์แนว
ทางการปลูกมันสำปะหลังสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น
แก้ปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ ทำรายได้เกษตรกรลดลง
เผยมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและพืชพลังงานทดแทนที่อยู่ในแผน
ยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร
เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยแป้งที่กำลังระบาดในหลายพื้นที่


วันนี้ (11 มิ.ย.) เวลา 10.00 น.ที่แปลงสาธิต บ้านหนองหัวคู
ต.หนองหัวคู อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดอุดรธานี
ได้ร่วมกับรณรงค์ และสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง

นายสุทธิชัย ยุทธเกษมสันต์ เกษตรจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ปี 2552
ตามโครงการแผนพัฒนาจังหวัดอุดรธานีโครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณ 10
ล้านบาทใช้ทำ 4 กิจกรรมใหญ่ๆ ประกอบด้วย
การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง
การจัดทำแปลงสาธิตเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
การสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดแก่เกษตรกร
และการติดตามปละประเมินผล ให้กับเกษตรกร 20,000 คน

กิจกรรมวันนี้เป็นการจัดทำแปลงสาธิตเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ที่สนใจในพื้นที่
จังหวัดอุดรธานีได้เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง
เป็นการสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังให้พี่น้องเกษตรกรได้
เห็นขั้นตอนในการผลิต
และเป็นการสร้างงานและเพิ่มรายได้ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดี
ขึ้น

นายสุทธิชัยกล่าวต่อว่า
จากข้อมูลพื้นฐานการปลูกมันสำปะหลังของจังหวัดอุดรธานี
นั้นเดิมมีพื้นที่ปลูกจำนวน 176,877 ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 3,700
กิโลกรัมต่อไร่ ได้ผลผลิตรวมจำนวน 654,444 ตัน คิดเป็นเงิน 1,145 ล้านบาท

"ปัจจุบันการผลิตมันสำปะหลัง มีปัญหาผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ
ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน สาเหตุสำคัญพบว่าดินขาดความอุดมสมบูรณ์
เกษตรกรขาดการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมและขาดการบริหารจัดการที่ดี"

ด้าน นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า
ในฐานะที่ตนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีความรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร
ที่ต้องประสบปัญหาในการปลูกมันสำปะหลัง
จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ทางด้านการเกษตร โดยเน้นพืชเศรษฐกิจหลัก
และพืชทดแทนพลังงาน
และได้มอบหมายให้เกษตรจังหวัดอุดรธานีกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการ
ผลิตมันสำปะหลังให้เป็นรูปธรรม
เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยยึดหลักวิชาการสมัยใหม่

ขณะที่ นายปวิต ถมยาวิทย์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี ระบุว่า
มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมากในจังหวัดอุดรธานี
ที่ผ่านมามักไม่ค่อยมีศัตรูทำลายความเสียกับพืชชนิดนี้มากนัก
แต่ระยะหลังสภาพดินฟ้าอากาศได้เปลี่ยนแปลงไปโดยมีอุณหภูมิสูงขึ้น
สภาพอากาศเช่นนี้ทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้ง
ซึ่งส่งผลเสียหายแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้

นายปวิตกล่าวอีกว่า เพลี้ยแป้งเป็นแมลงตัวแบนขนาดเล็ก
ตัวเต็มวันลำตัวกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร
ตัวมีแป้งปกคลุม ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ
ของลำต้นมันสำปะหลัง ของเหลวที่ขับถ่ายออกมาเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อราดำ
หากสภาพอากาศแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน
ต้นมันสำปะหลังจะมีอาการยอดแห้งหรือยอดหงิกเป็นพุ่ม
ถ้าระบาดในขณะต้นยังเล็กจะกระทบต่อการสร้างหัวหรือทำให้ลำต้นมันสำปะหลังตาย
ได้

ขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งว่า
ได้มีการระบาดของเพลี้ยแป้งในเขตภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง
คาดว่าจะสร้างความเสียหายไม่น้อยกว่าสามแสนไร่
สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด
กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในช่วงฤดูฝน
เพื่อให้มันสำปะหลังแข็งแรง ต้านทานต่อโรค

ที่สำคัญอย่าใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มีเพลี้ยแป้งติดอยู่ตายอดมา
ปลูกโดยเด็ดขาด เนื่องจากขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่พบว่า
ท่อนมันสำปะหลังที่ใช้ทำพันธุ์ในเขตตำบลนาทราย อำเภอพิบูลย์รักษ์
จังหวัดอุดรธานี มีเพลี้ยแป้งติดอยู่ที่ตายอดที่แตกใหม่เป็นจำนวนมาก
หากไม่ทำลายท่อนพันธุ์ดังกล่าวและนำไปปลูกในแปลง
อาจจะเกิดการระบาดขึ้นในจังหวัดอุดรธานีเป็นวงกว้างได้

นอกจากนี้
ควรถอนต้นหรือตัดส่วนของลำต้นที่มีเพลี้ยแป้งจำนวนมากไปเผาทำลาย
แต่ถ้าพบการระบาดเป็นจำนวนมากควรกำจัดด้วยยาฆ่าแมลง แอนทาราโตกุโรออน
หรือแอ็กทาลิก หรือแจ้งเกษตรตำบล เกษตรอำเภอในท้องที่
เพื่อหาทางแก้ไขป้องกันกำจัดมิให้มีการระบาดเป็นวงกว้าง

เหยื่อ นปช.ทุ่งศรีเมืองเลือด "ธันยนันท์" เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ด้าน ตร.อ้างมีภาพวิดีโอเป็นหลักฐาน

อุดรธานี- เหยื่อเสื้อแดง "ธันยนันท์" จากเหตุการณ์ 24
ก.ค.เลือดทุ่งศรีเมือง ที่ถูกรุมสกรัมเข้ารับฟังข้อกล่าวหาแล้ว
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแจงภาพวิดีโอที่ฝ่ายตำรวจบันทึกไว้
เห็นมีการตีกันอยู่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าหนองประจักษ์
ก่อนที่ทางชมรมคนรักอุดรจะมีการพังสิ่งกีดขวางเข้ามารุมทำร้าย
จำเป็นต้องตั้งข้อหาเอาผิด


รายงานข่าวแจ้งว่า เช้าวันนี้ (8 มิ.ย.) ที่
สถานีตำรวจเมืองอุดรธานี นาง ธันยนันท์ จรัสจิรวงศ์, นายรังษี ศุภชัยสาคร
พร้อมด้วยทนายความ ได้เดินทางเข้าพบกับ พ.ต.ต.กีรติกร กลัดกันแสง
พงส.(สบ.) สภ.เมืองอุดรธานี
เพื่อมาพบตามหมายเรียกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยมีพี่น้องพันธมิตรฯอุดรธานีจำนวนหนึ่ง มาร่วมให้กำลังใจ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย
สภ.เมืองอุดรธานี ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2552
ไปยัง นางธันยนันท์ จรัสจิรวงศ์ บ้านเลขที่ 229 หมู่ 1 ต.กุมภวาปี
อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี เพื่อให้ไปรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการ ในข้อหา
"ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นได้รับอันตรายแก่ร่างกาย
สาหัส ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวาย"

โดยระบุให้ นางธันยนันท์ ไปพบ พ.ต.ต.กีรติกร กลัดกันแสง พงส.(สบ)
สภ.เมืองอุดรธานี ในวันที่ 8 มิถุนายน 2552
หากขัดหมายเรียกจะถือเป็นเหตุให้ออกหมายจับ

สำหรับที่มาของหมายเรียกดังกล่าว
สืบเนื่องจากกรณีเหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงนำโดยนายขวัญชัย สาราคำ และ
นายอุทัย แสนแก้ว
ได้นำพรรคพวกไปปิดล้อมรุมทำร้ายร่างกายกลุ่มพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย ขณะเตรียมจัดตั้งเวทีปราศรัยทางการเมืองที่ทุ่งศรีเมือง
เมื่อบ่ายวันที่ 24 กรกฎาคม 2551

พ. ต.ต.กีรติกร กลัดกันแสง พงส.(สบ) สภ.เมืองอุดรธานี
กล่าวชี้แจงว่า จากภาพถ่ายวิดีโอต่างๆ ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในส่วนของ
นางธันยนันท์ นั้น ทางเจ้าหน้าที่เห็นภาพของ นางธันยนันท์ ปรากฏ
โดยเห็นว่ามีการตีกันอยู่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าหนองประจักษ์
ก่อนที่ทางชมรมคนรักอุดรจะมีการพังสิ่งกีดขวางเข้ามารุมทำร้าย

ภาพบันทึกดังกล่าว เป็นหลักฐานให้ทางเจ้าหน้าที่ เชื่อว่า
นางธันยนันท์ ไม่ใช่ผู้เสียหายอย่างเดียว มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย
โดยสำนวนดังกล่าวทางเจ้าที่ตำรวจมีความเห็นมาตั้งนานแล้วว่า
บุคคลในภาพวิดีโอ คือ นางธันยนันท์ ต้องถูกดำเนินคดี

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียก นางธันยนันท์
มาพบครั้งหนึ่งแล้ว
แต่ทางสภาทนายความได้มีหนังสือมาขอเลื่อนว่าขอเข้าพบในวันถัดไป
แต่ว่าสำนวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรอไม่ได้เราจึงรีบสรุปสำนวน
พร้อมผู้ต้องหาคนอื่นๆ ในกลุ่มของชมรมคนรักอุดร เพื่อทำการส่งไปให้อัยการ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการส่งสำนวนไปให้อัยการทั้งหมด 39 คน
แต่ไปพบอัยการแค่ 33 คน ซึ่งทางอัยการก็รับสำนวนตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม
2551 จนกระทั่งมีความเห็นสั่งฟ้องทั้ง 39 คน หนึ่งในนั้นก็มี
นางธันยนันท์ ด้วย และอีกคนก็คือ นายรัตน์ชัย ทองสุข
ซึ่งมีหลักฐานว่านายรัตน์ชัย มีหนังสติ๊กเหน็บที่เอว
ซึ่งเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อว่า ใช้อาวุธในการโต้ตอบถึงแม้จะบาดเจ็บก็ตาม
ในส่วนของนายรัตน์ชัยที่ไม่ได้ออกหมายจับนั้น
ก็เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับไปแล้ว

พ.ต.ต.กีรติกร กล่าวต่อว่า หลังจากที่อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง
และได้นัดผู้ต้องไปพบเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปทั้งหมด 24 คน
ไม่รวม นายขวัญชัย สาราคำ และ นายอุทัย แสนแก้ว
เพราะอัยการเห็นว่ามีตำแหน่งทางการเมือง
และได้มีหนังสื่อมายังเจ้าหน้าตำรวจให้ส่งตัวผู้ต้องหาอีก 9 คน
ที่ไม่ไปพบให้ไปพบอัยการ โดยนัดตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2551 เป็นต้นมา
แต่ก็มาบ้างไม่มาบ้าง

เจ้าหน้าที่จึงได้ออกหมายเรียกบุคคลที่เหลือมารับทราบข้อกล่าวว่า
ซึ่งหากบุคคลที่มีหมายเรียกไม่มาตามหายเรียก ก็จะต้องออกหมายจับ
โดยขั้นตอนดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการตามกฎหมาย

หลังจากเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ส่งตัวไปยังอัยการต่อไป

อนึ่ง การออกหมายเรียก นางธันยนันท์
ของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้เป็นที่กังขาของพี่น้องพันธมิตรฯเป็นอย่างมาก
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ที่ทุ่งศรีเมือง
นางธันยนันท์ เป็นผู้ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนักจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล
แต่กลับถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำร้ายผู้อื่น

นอกจากนี้ การดำเนินคดี นายรัตน์ชัย ทองสุข
โดยใช้หลักฐานเพียงมีหนังสติ๊กเหน็บที่เอว ก็สร้างความน่าสงสัยเช่นกัน
เพราะหากจะใช้หลักฐานเพียงเท่านี้
ทางกลุ่มคนเสื้อแดงควรถูกดำเนินคดีเป็นร้อยคน
เพราะจากภาพที่ปรากฏกลุ่มคนเสื้อแดงมีการถืออาวุธอย่างชัดเจน
ทั้งไม้หน้าสาม ขวาน แท่งเหล็ก และหนังสติ๊ก
ซึ่งมีภาพการยิงหนังสติ๊กเข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ให้เห็นจะจะหลายคน

อุดรฯพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มสูงขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2552 12:14 น.
อุดรธานี - เผยประชากรในอุดรธานีป่วยโรคมะเร็งในเพศชายสูง
โดยมะเร็วตับมียอดผู้ป่วยสูงสุดถึงร้อยละ 83.4 ต่อประชากรแสนคน
รองลงมาคือมะเร็งปอด 14.9 ต่อประชากรแสนคน มะเร็งลำไส้ใหญ่ 7.8
ต่อประชากรแสนคนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น


เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ (11 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมอุดรดุษฎี
โรงแรมเจริญโฮเต็ล อ.เมืองอุดรธานี นายแพทย์สมนึก เตมียสถิต
ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งอุดรธานี เป็นประธานปิดการประชุมวิชาการ
เรื่องก้าวไปให้ทันมะเร็งลำไส้ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ให้แก่บุคลากรสาธารณสุข
9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนักศึกษาในพื้นที่ จ.อุดรธานี จำนวน
300 คน

พ.ท.นพ.บัญชา ตันชวลิต หัวหน้ากลางงานเทคโนโลยีและสารสนเทศ
ศูนย์มะเร็งอุดรธานี กล่าวว่า จากรายงานอุบติการณ์โรคมะเร็งประชาชนใน
จ.อุดรธานี ปี 2544-2546 พบว่าในเพศชาย โรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1
คือ มะเร็งตับ 83.4 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือมะเร็งปอด 14.9
ต่อประชากรแสนคน มะเ็ร็งลำไส้ใหญ่ 7.8 ต่อประชากรแสนคน

ในเพศหญิง โรคมะเร็งที่พบมากอันดับ 1 คือ มะเร็งตับ 42.6
ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือมะเร็งปากมดลูก 16.3 ต่อประชากรแสนคน
และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 6.5 ต่อประชกรแสนคน
จะเห็นว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศชาย ซึ่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้
เหตุผลอันดับหนึ่งก็คือ บุคลากรสาธารณสุขและประชานยังขาดความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
รวมถึงขาดความตระหนักในโรคมะเร็งดังกล่าว

ศูนย์มะเร็งอุดรธานี มีภารกิจด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนา
และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านโรคมะเร็ง
ให้บริการบำบัด รักษาโรคมะเ็ร็งที่ได้มาตรฐาน
รวมทั้งให้การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้รับบริการร่วมกับเครือข่าย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายใน
และภายนอกเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนอตอนบน

จากเหตุผลดังกล่าว
ศูนย์มะเร็งอุดรธานีจึงได้จัดประชุมวิชาการเรื่องก้าวไปให้ทันมะเร็งลำไส้
ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ วิทยาการเทคโนโนยีใหม่ๆ
ด้านโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้กับบุคลากรสธารณสุข
สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานด้านการวางแผน
ควบคุมป้องกันและรักษาโรค รวมถึงโรคการวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ให้มีประสิทธิภาพ
รวมถึงสามารถค้นพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มแรกมากขึ้น
มะเร็งลำไส้ใหญ่รักษาหายขาดได้ทัน หากสามารถวินิฉัยได้เร็วขึ้น

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุดรฯติวเข้มแกนนำลูกเสือชาวบ้านสร้างความสมานฉันท์

อุดรธานี - จังหวัดอุดรฯเปิดอบรมวิทยากรลูกเสือชาวบ้านทั้ง 24 อำเภอ
หวังเป็นแกนนำสร้างเครือข่ายฟื้นกิจการลูกเสือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
นำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์ในชาติต่อไป

วันนี้ (8 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมอุรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล
อ.เมืองอุดรธานี นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรานี
เป็นประธานเปิดการสัมมนาผู้อำนวยการฝึกและวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน ทั้ง 20
อำเภอในพื้นที่ จ.อุดรธานี รวม 348 คน

นายวิเชียร ปิยะวรากร ปลัด จ.อุดรธานี กล่าวว่า
ตามที่กระทรวงมหดไทย
ได้มีนโยบายเร่งด่วนแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ
ในด้านการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ
โดยฟื้นฟูกิจการลูกเสือชาวบ้านทุกจังหวัด เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กระทรวงมหาดไทย
จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน ในพระบรมราชานุเคราะห์
ดำเนินการขับเคลื่อนกิจการลูกเสือชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเป็นการสร้างความสมานฉันท์
และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ในปีนี้ จ.อุดรธานี มีนโยบายที่จะดำเนินการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้าน
ให้ได้ 84 รุ่น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จ.อุดรธานี จึงได้จัดทำแผนการดำเนินการฝึกอบรมทบทวนลูกเสือชาวบ้านขึ้น
โดยยึดหลักกิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นกระบวนการในการพัฒนาประชาชนให้เป็น
พลเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีจิตสำนึกความรับผิดชอบและเสียสละต่อส่วนรวม
สร้างความรักความสามัคคี และความสมานฉันท์ของคนในชาติ
ให้มีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ
วิทยากรลูกเสือชาวบ้านได้มีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เพื่อเป็นการสนองตอบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย
ในการสร้างความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ของคนในชาติ
เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
และเพื่อทำให้การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านมีประสิทธิภาพ
และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

นายอำนาจ กล่าวว่า
ในปัจุบันประเทศกำลังประสบปัญหาทางสังคมที่ความแตกแยก
โดยเฉพาะแนวความคิดทางการเมือง จนนำไปสู่วิกฤตทางการเมือง
ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรฐกิจ
และต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ประชาชนขาดความรักสามัคคี
ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี
สมานฉันท์ ปลูกฝังอุดมการณ์ให้มีความจงรักภักดีในสถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์

ในโอกาสที่ผู้อำนวยการฝึกและวิทยากรลูกเสือชาวบ้านได้มาประชุมสัมมนา
ในครั้งนี้ จึงขอให้ช่วยกันเสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ
โดยใช้แนวทางสันติ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
เพื่อประเทศชาติบังเกิดความสงบสุขร่วมเย็นต่อไป