ทางการปลูกมันสำปะหลังสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น
แก้ปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ ทำรายได้เกษตรกรลดลง
เผยมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและพืชพลังงานทดแทนที่อยู่ในแผน
ยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร
เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยแป้งที่กำลังระบาดในหลายพื้นที่
วันนี้ (11 มิ.ย.) เวลา 10.00 น.ที่แปลงสาธิต บ้านหนองหัวคู
ต.หนองหัวคู อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดอุดรธานี
ได้ร่วมกับรณรงค์ และสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง
นายสุทธิชัย ยุทธเกษมสันต์ เกษตรจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ปี 2552
ตามโครงการแผนพัฒนาจังหวัดอุดรธานีโครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณ 10
ล้านบาทใช้ทำ 4 กิจกรรมใหญ่ๆ ประกอบด้วย
การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง
การจัดทำแปลงสาธิตเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
การสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดแก่เกษตรกร
และการติดตามปละประเมินผล ให้กับเกษตรกร 20,000 คน
กิจกรรมวันนี้เป็นการจัดทำแปลงสาธิตเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ที่สนใจในพื้นที่
จังหวัดอุดรธานีได้เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง
เป็นการสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังให้พี่น้องเกษตรกรได้
เห็นขั้นตอนในการผลิต
และเป็นการสร้างงานและเพิ่มรายได้ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดี
ขึ้น
นายสุทธิชัยกล่าวต่อว่า
จากข้อมูลพื้นฐานการปลูกมันสำปะหลังของจังหวัดอุดรธานี
นั้นเดิมมีพื้นที่ปลูกจำนวน 176,877 ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 3,700
กิโลกรัมต่อไร่ ได้ผลผลิตรวมจำนวน 654,444 ตัน คิดเป็นเงิน 1,145 ล้านบาท
"ปัจจุบันการผลิตมันสำปะหลัง มีปัญหาผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ
ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน สาเหตุสำคัญพบว่าดินขาดความอุดมสมบูรณ์
เกษตรกรขาดการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมและขาดการบริหารจัดการที่ดี"
ด้าน นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า
ในฐานะที่ตนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีความรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร
ที่ต้องประสบปัญหาในการปลูกมันสำปะหลัง
จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ทางด้านการเกษตร โดยเน้นพืชเศรษฐกิจหลัก
และพืชทดแทนพลังงาน
และได้มอบหมายให้เกษตรจังหวัดอุดรธานีกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการ
ผลิตมันสำปะหลังให้เป็นรูปธรรม
เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยยึดหลักวิชาการสมัยใหม่
ขณะที่ นายปวิต ถมยาวิทย์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี ระบุว่า
มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมากในจังหวัดอุดรธานี
ที่ผ่านมามักไม่ค่อยมีศัตรูทำลายความเสียกับพืชชนิดนี้มากนัก
แต่ระยะหลังสภาพดินฟ้าอากาศได้เปลี่ยนแปลงไปโดยมีอุณหภูมิสูงขึ้น
สภาพอากาศเช่นนี้ทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้ง
ซึ่งส่งผลเสียหายแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้
นายปวิตกล่าวอีกว่า เพลี้ยแป้งเป็นแมลงตัวแบนขนาดเล็ก
ตัวเต็มวันลำตัวกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร
ตัวมีแป้งปกคลุม ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ
ของลำต้นมันสำปะหลัง ของเหลวที่ขับถ่ายออกมาเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อราดำ
หากสภาพอากาศแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน
ต้นมันสำปะหลังจะมีอาการยอดแห้งหรือยอดหงิกเป็นพุ่ม
ถ้าระบาดในขณะต้นยังเล็กจะกระทบต่อการสร้างหัวหรือทำให้ลำต้นมันสำปะหลังตาย
ได้
ขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งว่า
ได้มีการระบาดของเพลี้ยแป้งในเขตภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง
คาดว่าจะสร้างความเสียหายไม่น้อยกว่าสามแสนไร่
สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด
กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในช่วงฤดูฝน
เพื่อให้มันสำปะหลังแข็งแรง ต้านทานต่อโรค
ที่สำคัญอย่าใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มีเพลี้ยแป้งติดอยู่ตายอดมา
ปลูกโดยเด็ดขาด เนื่องจากขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่พบว่า
ท่อนมันสำปะหลังที่ใช้ทำพันธุ์ในเขตตำบลนาทราย อำเภอพิบูลย์รักษ์
จังหวัดอุดรธานี มีเพลี้ยแป้งติดอยู่ที่ตายอดที่แตกใหม่เป็นจำนวนมาก
หากไม่ทำลายท่อนพันธุ์ดังกล่าวและนำไปปลูกในแปลง
อาจจะเกิดการระบาดขึ้นในจังหวัดอุดรธานีเป็นวงกว้างได้
นอกจากนี้
ควรถอนต้นหรือตัดส่วนของลำต้นที่มีเพลี้ยแป้งจำนวนมากไปเผาทำลาย
แต่ถ้าพบการระบาดเป็นจำนวนมากควรกำจัดด้วยยาฆ่าแมลง แอนทาราโตกุโรออน
หรือแอ็กทาลิก หรือแจ้งเกษตรตำบล เกษตรอำเภอในท้องที่
เพื่อหาทางแก้ไขป้องกันกำจัดมิให้มีการระบาดเป็นวงกว้าง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น