วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ชาวนาอีสานหวั่นเปิดเสรีค้ากระทบหนัก แนะศึกษาผลกระทบรอบด้าน-วางมาตรการรับมือ

อุดรธานี - เวทีรับฟังความเห็นเปิดตลาดข้าวภายใต้ข้อตกลง AFTA
อีสานตอนบนที่อุดรฯ มีเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสีเข้าร่วมหนาตา
ตัวแทนเกษตรกรวิตกหลังเปิดเสรีชาวนาไทยอยู่ลำบาก
ข้าวนอกจะทะลักตีตลาดข้าวไทยมหาศาล
ขณะที่ยังไม่มีการศึกษาผลกระทบของชาวนาไทย

วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่ หอประชุม มหาวิทยลัยราชภัฏอุดรธานี
นางดวงพร รอดพยาธิ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายนิสิต ศิวกุล
ผู้อำนวยการส่วนควบคุมพืช ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายนภดล แสนกุง ศุลกากร
ชำนาญการพิเศษด่านหนองคาย ได้ร่วมกันบรยาย เรื่อง
การเปิดตลาดข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และแนวทางการเปิดตลาด
โดยมีเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสี โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก
ผู้ค้าข้าวและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับข้าวเข้าร่วมรับฟังแนวทาง
และแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ วิทยากรได้ชี้แจงว่าจากกรณีที่กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน
ได้ตกลงให้มีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA (ASEAN Fee Trade
Area) ขึ้น ประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิก ATFA มีพันธกรณีที่ต้องลดภาษี
และยกเลิกมาตรการโควตาภาษี สินค้าข้าวและสินค้าเกษตรอื่นๆ
ซึ่งได้ดำเนินการลดภาษีมาตั้งแต่ พ.ศ.2536
และมีกำหนดจะต้องยกเลิกโควตานำเข้าและลดภาษีเหลือร้อยละ 0
ในตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 นี้

การปฏิบัติตามพันธกรณีที่ผูกพันไว้ถือเป็นสิ่งสำคัญ
และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่เจรจาของไทยรวมถึงเป็นการสร้างความ
เชื่อถือของไทยในภูมิภาคอาเซียน
เพื่อให้ประเทศไทยในฐานะเป็นผู้ส่งออกข้าวมากเป็นอันดับ 1 ของโลก
ได้ประโยชน์จากการเปิดตลาดการค้าข้าวตามพันธกรณีและ
เกิดผลกระทบน้อยที่สุด

กรมการค้าต่างประเทศได้รับมอบหมายจากกระทรวงพาณิชย์
ให้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน
ในการพิจารณาหามาตรการไว้รองรับ เพื่อบริหารจัดการข้าว
การนำเข้าข้าวและแนวทางปฏิบัติ

ทั้งนี้ มีเป้าหมายในการรักษามาตรฐานคุณภาพข้าวไทย
คุ้มครองสุขภาพอนามัยของผู้บริโภคข้าวไทย
เพื่อหาแนวทางป้องกันการระบาดของโรคและศัตรูข้าว
ป้องการกันการนำเข้าข้าวแบบสวมสิทธิ์ในโครงการแทรกแซงของรัฐบาล
และป้องกันการนำเข้าข้าวที่มีการตัดแต่งทางพันธุกรรม (GMOs)
เพื่อให้การบริหารงานข้าวมีความโปร่งใส และให้การตอบสนองต่อภาคประชาสังคม
ได้อย่างทั่วถึง
จึงมีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันแสดงความเห็นและเสนอแนะ
ข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ต่อการเปิดตลาดการค้าข้าวภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน(AFTA)

ข้อมูลที่ได้จากเวทีประชาคมในครั้งนี้จะนำเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย
ข้าวแห่งชาติ (กขช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.)
เพื่อกำหนดแนวทางมาตรการเปิดตลาดการค้าข้าวตามพันธกรณี ATFA
รวมทั้งเพื่อออกเป็นกฎระเบียบ ข้อบังคับ ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันในวันที่
1 ม.ค. 2553 นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า บรรยากาศ การเปิดเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็น
การเปิดตลาดข้าวภายใต้ ATF ที่จังหวัดอุดรธานี นั้น เกษตรกร
ผู้ประกอบการโรงสี โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ส่งออก
ผู้ค้าข้าวและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวในภาคอีสาน
ต่างแสดงความเห็นที่หลากหลาย

นาย ปาน แย้มชัยภูมิ ประธานศูนย์ประชาชน จ.ชัยภูมิ
ได้กล่าวแสดงความเห็นว่า 7 มาตรการ การนำเข้าข้าวของทางราชการภายใต้ AFTA
นี้ ตนคิดว่าเป็นมาตรการที่ดี
และเราควรจะต้องนำเข้าข้าวเฉพาะอย่างเท่านั้น ซึ่งการเปิดตลาดข้าวภายใต้
AFTA นี้ จะเกิดผลกระทบต่อ เสถียรภาพการทำนาของเกษตรกรเป็นอย่างมาก
เนื่องจากราคาข้าวในปีที่ผ่านมามีราคาตกต่ำอย่างมาก และเมือเปิดตลาดข้าว
ATFA นี้ ตนคิดว่าจะทำให้ข้าวทะลักเข้ามาอย่างมหาศาล
ซึ่งจะทำให้ข้าวในประเทศราคาตกต่ำลง

นายวีระพงษ์ แสงจันทร์ หนึ่งในตัวแทนเกษตรกร ได้กล่าวว่า
อยากจะให้กำหนดเวลาการนำเข้าข้าว
ให้สั้นกว่านี้เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตข้าวอยู่แล้ว
ควรจะทำการทดสอบก่อนว่า มีผลกระทบอะไรหรือไม่ก่อนที่จะนำเข้าอย่างจริงจัง

ขณะที่นาย ประดิษฐ์ คนยัง ตัวแทนเกษตรกรจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
ในวันที่ 1 มกราคม 2553 แล้วที่ เราจะทำการเปิดการค้าเสรี
แต่เรายังไม่พูดถึงเลยว่าการเปิดการค้าเสรีนั้นทางเราจะทำอย่างไร
เราเชื่อว่าการเปิดเสรีนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ มาตรการ 7
ประการที่กำหนดมานั้นมีความเห็นว่า เรื่องแรก คือ
การกำหนดคุณสมบัติของผู้นำเข้านั้น
เรื่องนี้พูดยากเพราะว่ายังไมมีลายละเอียด
แต่ขอฝากว่าอยากให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของผู้ที่จะนำเข้าด้วย

การพิจารณาข้าวที่นำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบ เช่น แกลบ ลำข้าว
นี้ก็เป็นวัตถุดิบ ตรงนี้จะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนกว่านี้ ในเรื่อง
กำหนดระยะเวลาการนำเข้า เนื่องจากการปลูกข้าวในประเทศไทย
มีการปลูกข้าวกันตลอดทั้งปี ตนคิดว่าจะต้องมีการแบ่งเป็นโซน
ว่าจะมีการนำเข้าข้าวช่วงไหนบ้าง

สำหรับการกำหนดมาตรฐานคุณภาพข้าวนั้น
ตนก็ยังไม่มั่นใจว่ามาตรฐานที่เราทำการส่งออกไปนั้น AFTA
จะใช้มาตรฐานเดี่ยวกับเราหรือไม่ เพราะว่ายังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน
ส่วนเรื่องการกำหนดมาตรการด้านสุขอนามัย การกำหนดเงื่อนไขปลอด GMOs
การกำหนดด่านที่ให้นำเข้านั้น ไม่ขอแสดงความคิดเห็น

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ผวจ.อุดรฯยอมรับนับวันทาสยาเสพติดมีอายุน้อยลง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 มิถุนายน 2552 14:28 น.
อุดรธานี- ผู้ว่าฯอุดรธานี
เผยแนวโน้มกลุ่มผู้เสพยาเสพติดเป็นเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง แนะผู้ปกครองดูแลลูกหลานใกล้ชิด
ให้ใช้ชีวิตอย่างมีสติ

วันนี้ (26 มิ.ย.) ที่หอประชุมโรงเรียนเทศบาล 6 นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดงานวันต่อต้านยาเสพติด
จังหวัดอุดรธานี ประจำปี 2552 โดยมีนายหาญชัย ฑีฆธนานนท์ นายก
อบจ.อุดรธานี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิ ชมรมต่างๆ
ร่วมเป็นเกียรติในพิธี

นายวิเชียร ปิยะวรากร ปลัดจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ด้วยวันที่ 26
มิถุนายน ของทุกปี สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ
มีมติประกาศให้เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก
เพื่อต่อต้านการใช้ยาในทางที่ผิด และค้ายาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
โดยกำหนดคำขวัญวันต่อต้านยาเสพติดโลก ปี 2550-2552 ไว้ว่า
"ยาเสพติดครอบงำชีวิตคุณอยู่หรือเปล่า ชีวิตของคุณ สังคมของคุณ
ต้องไม่มีที่สำหรับยาเสพติด"

นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด
ได้กำหนดคำขวัญสำหรับการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ประจำปี 2552 ภายใต้แนวคิด
"5 รั้วล้อมไทย พ้นภัยยาเสพติด" อันได้แก่ รั้วชายแดน รั้งสังคม
รั้วชุมชน รั้วโรงเรียน และรั้วครอบครัว มุ่งกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์
ภายใต้สโลแกน "เท่...ดี..ไม่ต้องมียาเสพติด"
และมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 13-15 ปี

สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ประกอบด้วย การเดินรณรงค์ นิทรรศการ
การแสดงดนตรี รวมถึงการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตของนักโทษยาเสพติด
ตลอดจนการให้ความรู้เกี่ยวกับสื่อลามก เกมส์ และอินเตอร์เน็ต
โดยมีกลุ่มเยาวชนและประชาชนทั่วไปร่วมงานประมาณ 2,000 คน

ด้าน นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
จังหวัด อุดรธานี สถานการณ์ปัญหายาเสพติดอยู่ในระดับที่สามารถควบคุมได้
แต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
เนื่องจากมีปัจจัยและเงื่อนไขทั้งในเชิงบวกและเชิงลบที่น่าเป็นห่วง คือ
การแพร่ระบาดในเด็กและเยาวชน ที่พบว่ามีสถิติสูงขึ้น
และอยู่ในกลุ่มคนที่อายุน้อยลงกว่าเดิม

โดยเฉพาะในตัวเมือง เนื่องจากเป็นเขตชุมชนหนาแน่น
จึงขอฝากลูกหลานเยาวชนให้ดูแลตนเองให้ดี ใช้ชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะ
มีเหตุผล และแก้ปัญหาในทางที่ถูกต้อง
ให้คิดว่าเราสามารถเท่ดีได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเสพติด
กิจกรรมในวันนี้ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหายาเสพติดของบ้านเมือง
เราลงได้

ซึ่งที่ผ่านมาจังหวัดให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาบูรณาการทำงานอย่าง
เป็นระบบ ใช้วัด โรงเรียนหรือค่ายทหาร เป็นสถานที่อบรมให้ความรู้
การใช้กองร้อยอาสารักษาดินแดน เป็นสถานที่บำบัดฟื้นฟูผู้ที่ติดยา
และอีกหลายแนวทางที่กำลังจะดำเนินการ

อุดรฯ พบไข้หวัด 2009 แล้ว 1 ราย

อุดรฯ พบไข้หวัด 2009 แล้ว 1 ราย


อุดรธานี - พบแล้วเหยื่อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในอุดรธานี
เป็นเด็กหนุ่มเพิ่งเดินทางมาจากจังหวัดสมุทปราการ
สสจ.สั่งทุกพื้นที่เข้มเฝ้าระวัง ขณะที่ผู้ติดเชื้อโรคชิคุนกุนยายัง 5
รายเช่นเดิม

นพ.สัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า
สถานการณ์ของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ H1N1 ในพื้นที่อุดรธานี
ขณะนี้พบผู้ป่วยแล้ว 1 ราย
ซึ่งยืนยันผลจากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์อุดรธานี เป็นผู้ป่วยชาย
นักเรียนโรงเรียนกีฬาสมุทรปราการ อายุ 18 ปี ที่เดินทางกลับมาบ้านที่
ต.ผาสุข อ.วังสามหมอ โดยผู้ป่วยเดินทางมาจาก จ.สมุทรปราการ มาถึง
จ.อุดรธานี ในตอนเช้าของวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา

ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
ซึ่งผู้ป่วยรายนี้มีอาการไข้ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน
และเดินทางกลับบ้านตอนเย็นวันที่ 15 มิถุนายน
โดยรถทัวร์สายกรุงเทพฯ-บ้านแพง ขณะนี้ได้ประสานกับทางปลายทางของรถ
และทางผ่าน เพื่อควบคุมการระบาดของโรคแล้ว

นอกจากนี้ยังมีผู้สัมผัสร่วมบ้านอีก 6 คน
ซึ่งทั้งหมดได้นำตัวไปตรวจเชื้อด้วยเช่นกัน และผลยืนยันว่าเป็นเนกาทีฟ
และคนในชุมชนอีก 21 คน ขณะนี้ทางสาธารณสุขจังหวัด
ได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวัง โดยมี 15 คน ที่ได้ให้กินยาป้องกันโรค
และให้ อ.วังสามหมอ เป็นพื้นที่เฝ้าระวังของโรคไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009

ขณะนี้ได้แจ้งข่าวให้ทุกอำเภอ ทุกโรงพยาบาลในพื้นที่ จ.อุดรธานี
รับทราบ โดยให้มีการเตรียมความพร้อมและดำเนินการตามมาตรการที่ได้กำหนดไว้
ซึ่งทาง สสจ.อุดรธานี มีชุดวินิจฉัยโรค มีเวชภัณฑ์ยา
สำหรับบริการประชาชนไว้พร้อมที่จะดำเนินการทันที

นพ.สัญชัย กล่าวอีกว่า ส่วนสถานการณ์ของโรคชิคุนกุนยา
ในพื้นที่อุดรธานีจนถึงวันนี้ พบผู้ป่วยแล้ว 5 ราย ซึ่งทั้ง 5
รายเป็นผู้ป่วยที่เดินทางมาจากภาคใต้ ที่กลับมาบ้านในพื้นที่อุดรธานี
ซึ่งการดำเนินการป้องกันขณะนี้ได้พ่นยาฆ่ายุง
รอบบริเวณที่ผู้ป่วยพักอาศัย ในขณะที่นักเรียนพยาบาลที่มาจากภาคใต้
และเดินทางกลับมาเรียนต่อไม่อาการไม่สบาย 1 ราย แต่ทาง
สสจ.ได้มีการพ่นยาฆ่ายุงในบริเวณวิทยาลัยพยาบาล ก่อนที่จะเปิดเทอม

รวมถึงค่ายทหารที่มีทหารไปปฏิบัติหน้าที่กลับมาจากภาคใต้
เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัน และไปแพร่ระบาดต่อไป โดยสามารถยืนยันได้ว่า
ทั้ง 2 โรคยังไม่มีการระบาดในพื้นที่มีแต่ผู้ที่ป่วยติดเชื้อเดินทางกลับมาบ้านเท่า
นั้น

ยางพาราปั้นรายได้เกษตรกรอุดรฯเฉียดพันล.จังหวัดเตรียมผุดเครือข่ายธุรกิจครบวงจร

ยางพาราปั้นรายได้เกษตรกรอุดรฯเฉียดพันล.จังหวัดเตรียมผุดเครือข่ายธุรกิจครบวงจร
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 25 มิถุนายน 2552 19:05 น.
อุดรธานี - จังหวัดอุดรธานีเตรียมตั้งเครือข่าย
ธุรกิจยางพาราครบวงจร
มุ่งพัฒนาอาชีพปลูกยางพาราให้เกษตรกรที่ปลูกแล้วเฉียด 3 แสนไร่
ให้ผลผลิตน้ำยางที่กรีดได้แล้วกว่า 1.7 หมื่นตันสร้างรายได้ปีละเกือบ
1,000 ล้านบาท คาดปีถัดไปจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นแม้ราคายาง
ในตลาดจะตกต่ำตามภาวะเศรษฐกิจโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ที่ห้องฟ้าหลวง โรงแรมนภาลัย อ.เมือง จ.อุดรธานี
นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดการประชุม
เชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรสถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร
จังหวัดอุดรธานี

นายปัณณวิชญ์ วงศ์สุวัฒน์
ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราครบ
วงจร กล่าวว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร
จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกยางพาราแล้วประมาณ 295,000 ไร่
มีพื้นที่สวนยางกรีดได้ในปี 2552 ประมาณ 59,845 ไร่ หรือราวร้อยละ 20.28
ของพื้นที่ปลูกยางพารา ทั้งหมด คาดว่าจะให้ผลผลิตประมาณ 17,295 ตัน
ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 289 กก./ไร่/ปี ณ ระดับราคา 50 บาท/กก.
จะสร้างรายได้เข้าจังหวัดอุดรธานีจำนวนมาก

ในปีงบประมาณ 2552
องค์การสวนยางได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินงานตามโครงการ
จัดตั้งศูนย์เครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราครบวงจร
โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร
สถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร ในทุกจังหวัดที่มีการปลูกยางพารา รวม 60
จังหวัด เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 20,000 คน และสร้างเครือข่ายระดับจังหวัด
60 จังหวัด

ทั้งนี้ มีเป้าหมาย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์
ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านยางพารา สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรชาวสวนยาง
เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านยางพารา
กับเกษตรกรสวนยาง สถาบันเกษตรกรด้านยางพารา ในการพัฒนาด้านยางพารา
และสร้างเครือข่ายธุรกิจยางพาราครบวงจร เพื่อส่งเสริม สนับสนุน
พัฒนาผู้นำเครือข่าย
ให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาเกษตรกรและการสร้างธุรกิจด้านยางพารา
ร่วมกัน

โดย การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
ในช่วงเช้า เป็นการอภิปรายกลุ่ม ประเด็นการพัฒนาเกษตรกร
และการสร้างเครือข่ายธุรกิจยางพาราครบวงจร ใน ช่วงบ่าย
เป็นการสรุปผลการอภิปรายการกำหนด
แนวทางการจัดตั้งเครือข่ายยางพาราจังหวัดอุดรธานี
และการเลือกตั้งคณะกรรมการเครือข่ายฯ

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้
เป็นการจัดการประชุมครั้งที่ 8 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และเป็นการประชุมครั้งที่ 29 ของโครงการฯ
ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย เกษตรกร ผู้แทนสถาบันเกษตรกร
เจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจจำนวน 500 คน

ด้านนายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
ปัจจุบันยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ
พี่น้องเกษตรกรมากกว่า 6 ล้านคน ในปี 2551
ที่ผ่านมายางพาราทำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 3 แสนล้านบาท ช่วงต้นปี 2551
การซื้อขายยางเป็นไปอย่างคึกคัก
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ราคายางสูงขึ้น
ทำให้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 FOB กรุงเทพฯ
และยางแผ่นดิบที่ตลาดกลางหาดใหญ่เฉลี่ยสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2551
กิโลกรัมละ 107.77 บาท และ 100.97 บาท ตามลำดับ

แต่ หลังจากนั้นภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
เกิดปัญหาวิกฤตการเงินของสหรัฐฯที่ลุกลาม ไปยังยุโรปหลายประเทศ จีน
ญี่ปุ่น ราคาน้ำมันลดลงเหลือ 33.87 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

ต่อมาในราวเดือนธันวาคม 2551 อุตสาหกรรมรถยนต์ถูกผลกระทบลดการผลิต
ส่งผลให้ปริมาณการซื้อยางพาราลดลง
ทำให้ราคายางลดลงจากที่พี่น้องเกษตรกรเคยขายน้ำยางได้กิโลกรัมละ 100 บาท
เหลือ 4 กิโลกรัม 100 บาท ในช่วงเดือนธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา
และปัจจุบันราคายางได้ขยับตัวสูงขึ้นจากเดือนธันวาคม 2551
โดยราคายางแผ่นดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 - 55 บาท พี่น้องเกษตรกร
คงมีความพอใจในระดับหนึ่ง สำหรับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

จากข้อมูลของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร จังหวัดอุดรธานี
มีพื้นที่ปลูกยางพารา 295,000 ไร่ ในปีนี้คาดว่ามีสวนยางกรีดได้ 59,845
ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 17,295 ตัน จะนำรายได้เข้าจังหวัดมากกว่า 865
ล้านบาท และในปีต่อๆ ไปผลผลิตจะเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น

แต่ อย่างไรก็ตามพี่น้องเกษตรกรต้องยึดถือตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุดรฯติวเข้มสร้างเครือข่ายธุรกิจยางครบวงจร หลังสร้างรายได้ให้ชาวสวนเฉียดพันล้านบ.

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 24 มิถุนายน 2552 16:03 น.
อุดรธานี-จังหวัด อุดรฯเตรียมตั้งเครือข่าย ธุรกิจยางพาราครบวงจร
มุ่งพัฒนาอาชีพปลูกยางพาราให้เกษตรกรที่ปลูกแล้วเฉียด 3 แสนไร่
ให้ผลผลิตน้ำยางที่กรีดได้แล้วกว่า 1.7 หมื่นตันสร้างรายได้ปีละเกือบ
1,000 ล้านบาท คาดปีถัดไปจะสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มมากขึ้นแม้ราคายาง
ในตลาดจะตกต่ำตามภาวะเศรษฐกิจโลก

วันนี้( 24 มิ.ย.) ณ ห้องฟ้าหลวง โรงแรมนภาลัย อ.เมือง จ.อุดรธานี
นาย อำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานเปิดการประชุม
เชิงปฏิบัติ การเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกรสถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร
จังหวัดอุดรธานี

นายปัณณวิชญ์ วงศ์สุวัฒน์
ผู้อำนวยการโครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราครบ
วงจร กล่าวว่า จากข้อมูลของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร
จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกยางพาราแล้วประมาณ 295,000 ไร่
มีพื้นที่สวนยางกรีดได้ในปี 2552 ประมาณ 59,845 ไร่ หรือราวร้อยละ 20.28
ของพื้นที่ปลูกยางพารา ทั้งหมด คาดว่าจะให้ผลผลิตประมาณ 17,295 ตัน
ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 289 กก./ไร่/ปี ณ ระดับราคา 50 บาท/กก.
จะสร้างรายได้เข้าจังหวัดอุดรธานีจำนวนมาก

ในปีงบประมาณ 2552
องค์การสวนยางได้รับมอบหมายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดำเนินงาน
ตามโครงการจัดตั้งศูนย์เครือข่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพาราครบวงจร
โดยจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรกร
สถาบันเกษตรกรด้านยางพาราครบวงจร ในทุกจังหวัดที่มีการปลูกยางพารา รวม 60
จังหวัด เป้าหมายเกษตรกร จำนวน 20,000 คน และสร้างเครือข่ายระดับจังหวัด
60 จังหวัด

ทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์
ระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านยางพารา สถาบันเกษตรกร และเกษตรกรชาวสวนยาง
เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้านยางพารากับเกษตรกร
สวนยาง สถาบันเกษตรกรด้านยางพารา ในการพัฒนาด้านยางพารา
และสร้างเครือข่ายธุรกิจยางพาราครบวงจร เพื่อส่งเสริมสนับสนุน
พัฒนาผู้นำเครือข่ายให้สามารถเชื่อมโยงเครือข่ายการพัฒนาเกษตรกร
และการสร้างธุรกิจด้านยางพาราร่วมกัน

การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
ในช่วงเช้า เป็นการอภิปรายกลุ่ม ประเด็นการพัฒนาเกษตรกร
และการสร้างเครือข่ายธุรกิจยางพาราครบวงจร ใน ช่วงบ่าย
เป็นการสรุปผลการอภิปรายการกำหนดแนวทางการจัดตั้งเครือข่ายยางพาราจังหวัด
อุดรธานี และการเลือกตั้งคณะกรรมการเครือข่ายฯ

สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้
เป็นการจัดการประชุมครั้งที่ 8 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
และเป็นการประชุมครั้งที่ 29 ของโครงการฯ
ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย เกษตรกร ผู้แทนสถาบันเกษตรกร
เจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้สนใจจำนวน 500 คน

ด้านนาย อำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
ปัจจุบันยางพาราถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ
พี่น้องเกษตรกรมากกว่า 6 ล้านคน ในปี 2551
ที่ผ่านมายางพาราทำรายได้เข้าประเทศมากกว่า 3 แสนล้านบาท ช่วงต้นปี 2551
การซื้อขายยางเป็นไปอย่างคึกคัก
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นผลักดันให้ราคายางสูงขึ้น
ทำให้ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 FOB กรุงเทพฯ
และยางแผ่นดิบที่ตลาดกลางหาดใหญ่เฉลี่ยสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2551
กิโลกรัมละ 107.77 บาท และ 100.97 บาท ตามลำดับ

หลังจากนั้นภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
เกิดปัญหาวิกฤติการเงินของสหรัฐที่ลุกลาม ไปยังยุโรปหลายประเทศ จีน
ญี่ปุ่น ราคาน้ำมันลดลงเหลือ 33.87 เหรียญสหรัฐต่อบาเรล

ต่อมาในราวเดือนธันวาคม 2551 อุตสาหกรรมรถยนต์ถูกผลกระทบลดการผลิต
ส่งผลให้ปริมาณการซื้อยางพาราลดลง
ทำให้ราคายางลดลงจากที่พี่น้องเกษตรกรเคยขายน้ำยางได้กิโลกรัมละ 100 บาท
เหลือ 4 กิโลกรัม 100 บาท ในช่วงเดือนธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา
และปัจจุบันราคายางได้ขยับตัวสูงขึ้นจากเดือนธันวาคม 2551
โดยราคายางแผ่นดิบอยู่ที่กิโลกรัมละ 50 - 55 บาท พี่น้องเกษตรกร
คงมีความพอใจในระดับหนึ่ง สำหรับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน

จากข้อมูล ของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ระบุว่า
จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ปลูกยางพารา 295,000 ไร่
ในปีนี้คาดว่ามีสวนยางกรีดได้ 59,845 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 17,295 ตัน
จะนำรายได้เข้าจังหวัดมากกว่า 865 ล้านบาท และในปีต่อๆ
ไปผลผลิตจะเพิ่มขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม พี่น้องเกษตรกรต้องยึดถือตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

หนุ่มอาชีพรับจ้างโวยถูกไฟฟ้าอุดรฯ แจ้งบิลค่าฟ้าเกือบ 5 หมื่นบ.

อุดรธานี - หนุ่มอาชีพรับจ้างเมือง อุดรฯงง ถูกเรียกเก็บเงินค่าไฟมหาโหด
ขำไม่ออก สูงกว่า 4 หมื่นบาท ทั้งที่ปกติจ่ายอย่างมาก 500 บาท
ซ้ำหม้อแปลงเสียแจ้ง สนง.ไฟฟ้าแก้ไขก็เงียบ

ผู้สื่อ ข่าวจังหวัดอุดรธานีได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่า
ที่บ้านของตนถูกเรียกเก็บค่าไฟฟ้า เกินความเป็นจริง เป็นจำนวนเงินมากถึง
40,000 กว่าบาท จึงได้เดินทางไปทำการตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 279/1 ม.5
คุ้มวัดโพธิ์ทอง บ้านหนองเตาเหล็ก ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี
ซึ่งเป็นบ้านนายอุดร ชวนไชยสิทธิ์ อายุ 37 ปี มีอาชีพรับจ้างทั่วไป

นาย อุดร ชวนไชยสิทธิ์ อายุ 37 ปี
ได้นำบิลแจ้งเก็บค่าไฟฟ้าของเดือน มิถุนายน 2552 ยอดชำระจำนวน 41,135.05
บาท มาให้ดูพร้อมได้พาเข้าไปดูในบ้านซึ่งเคยเปิดเป็นร้านเสริมสวย
แต่ก็ได้เลิกกิจการไปแล้ว โดยภายในบ้านมีเพียงตู้เย็น พัดลม ทีวี
อย่างละเครื่องเท่านั้นเอง

นายอุดรกล่าวว่า ตนรู้สึกงงมากกับค่าไฟฟ้า
ที่ทางสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้แจ้งบิลเก็บค่าไฟฟ้ามา จำนวนเงิน
41,135.05 บาท ซึ่งปกติบ้านของตนจะใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 400 บาท เมื่อ 3
เดือนที่ผ่านมา ทางสำนักงานการไฟฟ้าได้ทำการแจ้งบิลไฟมาตามปกติ
แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าค่าใช้ไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นสูงเรื่อยๆ
แต่ก็ไม่สนใจอะไร เพราะว่ารัฐบาลได้ออกให้ครึ่งหนึ่ง

ในเดือนที่ 4 คือ เดือนเมษายน ตนตรวจสอบพบว่าหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 15
แอมป์ มีปัญหาหม้อไม่เดิน แต่ต้องจ่ายค่าไฟฟ้าไป 300 กว่าบาท
พอหลังเดือนที่ 5 คือเดือนพฤษภาคม 2552 มียอดค่าไฟมาอีก 324.84 บาท
ตนก็แปลกใจว่าเจ้าหน้าที่มาจดค่าตัวเลขหม้อแปลงไฟฟ้าไปได้ยังไง
ทั้งที่หม้อแปลงไฟฟ้าเสีย แต่เห็นว่าสามารถจ่ายได้ก็เลยไปจ่าย

เมื่อมาถึงรอบบิลเดือนมิถุนายน ซึ่งปกติรอบบิลมาถึงประมาณวันที่
18 หรือวันที่ 19 ของทุกเดือน บิลค่าไฟฟ้ามาถึงวันที่ 20 มิ.ย.
ซึ่งได้ระบุยอดชำระเงิน เป็นจำนวนเงิน 41,135.05 บาท
ทำให้ตนเองตกใจและงงมากจนทำอะไรไม่ถูก

นายอุดรกล่าวอีกว่า หลัง
จากรู้ว่าแปลงไฟฟ้าของตนเองเสียก็ได้แจ้งเรื่องไปยังสำนักงานการไฟฟ้าส่วน
ภูมิภาค ตั้งแต่เดือนปลายเดือนเมษายน จนขณะนี้ยังไม่มาเปลี่ยนให้
แต่ก็ยังคิดค่าใช้ไฟฟ้าในส่วนค่าไฟฟ้าจำนวน 41,135.05 บาท นั้น
ทางตนก็ได้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและลงบันทึกประจำไว้ที่
สภ.เมืองอุดรธานีแล้ว
จากนั้นได้เข้าไปหาผู้อำนวยการสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค
เพื่อหาคำตอบในเรื่องนี้


อย่างไรก็ตาม ล่า สุด นายบัญญัติ โลหะกุลวิช
ผู้ช่วยผู้จัดการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี
ได้ทำการชี้แจ้งให้นายอุดรทราบว่าสำหรับบิลแจ้งการใช้ไฟฟ้านั้น
ทางด้านนายอุดรไม่ต้องทำการจ่ายแต่อย่างใด
ส่วนในเรื่องมิเตอร์ไฟฟ้านั้นทางสำนักงานจะรีบดำเนินการเปลี่ยนให้ใหม่

สิ้นแล้วพ่อแม่ครูอาจารย์วัดป่ากรรมฐาน "หลวงปู่เพียร วิริโย"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 17:12 น.
อุดรธานี- สิ้นแล้ว พ่อแม่ครูอาจารย์วัดป่ากรรมฐาน "หลวงปู่เพียร
วิริโย" เจ้าอาวาสวัดป่าหนองกอง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เมื่อเวลา 01.28
น.สิริอายุ 83 ปี 61 พรรษา เหตุป่วยด้วยโรคปอด และโรคหัวใจ
เผยเป็นพระสุปฏิปันโนที่สำคัญ ในกองทัพธรรม สายพระอาจารย์ใหญ่หลวงปู่มั่น
ภูริทัตโต กำหนดพระราชทานเพลิงศพแบบเรียบง่าย ในวันที่ 4 กรกฎาคม นี้

วันนี้ (23 มิ.ย.) ที่วัดป่าหนองกอง ต.บ้านค้อ อ.บ้านผือ
จ.อุดรธานี พระธรรมสุทธิมงคล หรือหลวงตามหาบัว ญานสัมปันโน
เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ประกอบพิธี
รดน้ำเคารพศพ "หลวงปู่เพียร วิริโย" เจ้าอาวาสวัดป่าหนองกอง
พระสงฆ์สายวิปัสสนากรรมฐาน หรือวัดป่า โดยมี นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการ จ.อุดรธานี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส
นำลูกศิษย์ที่ทราบข่าวเดินทางมาร่วมพิธี

กำหนดประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ ในเวลา
16.00 น.เป็นแบบเรียบง่าย ตามแบบพระป่า โดยจะไม่มีการตั้งศพไว้ 100 วัน
เหมือนพระสงฆ์มีชื่อเสียงทั่วไป

สำหรับประวัติหลวงปู่เพียร วิริโย อายุ 83 ปี 61 พรรษา
เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม 2469 ที่บ้านศรีฐาน ต.ศรีฐาน
อ.คำเขื่อนแก้ว จ.อุบลราชธานี ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่ จ.ยโสธร
บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดป่าศรีฐาน เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2490

เมื่ออายุครบ 22 ปี ได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ที่วัดเดียวกัน
มีพระครูวิศาล ศีลคุณ เป็นอุปัชฌา หลังศึกษาพระธรรมมาระยะหนึ่ง
ได้ออกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆ จนมาพบกับหลวงตาบัว ที่วัดป่าหนองผือ
อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และได้ปรนนิบัติ อ.มั่น ภูริทัตโต
อาจารย์ใหญ่สายวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงปู่เพียร เริ่มมีอาการอาพาธ เมื่อปี 2546 จนกระทั่งปี 2548
ได้รับการตรวจรักษา ที่ โรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี
โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคปอด และโรคหัวใจ และมาในปี 2552
ได้รับการตรวจรักษาบ่อยขึ้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา
ลูกศิษย์นำหลวงปู่เพียร ส่งโรงพยาบาลศูนย์อุดรธานี และได้ส่งต่อไปที่
โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จ.ขอนแก่น กระทั่งเวลา 01.28 น. วันที่ 23 มิถุนายน
หวงปู่เพียร ได้มรณภาพไปด้วยอาการสงบ

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สสจ.อุดรฯ เปิดเวทีแลกปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสุขภาพ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 มิถุนายน 2552 13:38 น.
อุดรธานี - จังหวัดอุดรฯ
เปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสุขภาพ
หวังนำไปสู่การขยายการเรียนรู้การพัฒนาสุขภาพในทุกพื้นที่ที่ประชาชนสามารถ
พึ่งตนเองได้ เผยเป้าหมายการทำงานเครือข่ายสุขภาพจะบรรลุผลขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วนในสังคม
ท้องถิ่นร่วมมือร่วมใจ

เมื่อเวล 10.00 น.วันนี้ (23 มิ.ย.) ที่ห้องอุดรดุษฎี
โรงแรมเจริญโฮเต็ล อ.เมืองอุดรธานี นายกฤษเพชร ศรีปาน รองผู้ว่าราชการ
จ.อุดรธานี เป็นประธานเปิดการประชุมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสุขภาพ
จ.อุดรธานี เรื่องการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพ
ภายใต้งบประมาณตามแผนพัฒนาจังหวัด ปีงบประมาณ 2552
โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 6 กระทรวงหลัก เครือข่ายสุขภาพ
ผู้บริหรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำสุขภาพระดับตำบล
อสม.และผู้เี่กี่ยวข้อง รวม 370 คน

นายแพทย์สัญชัย ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุข จ.อุรธานี กล่าวว่า
สำนักงานสาธารณสุข จ.อุดรธนี ได้รับงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
จ.อุดรธานี ปี 2552 โครงการพัฒนาสุขภาพแบบบูรณาการ
กิจกรรมการพัฒนาเครือยข่ายแกนนำสร้างสุขภาพฯ งบประมาณรวมทั้งสิ้น
1,600,000 บาท ซึ่งได้ดำเนินการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพ
รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณ ให้กองทุนหลักประกันสุขภาพระดับตำบล 41
ตำบลนำร่อง ในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารงาน และแก้ไขปัญหาสุขภาพชุมชน

โดยมุ่งเน้นให้เกิดเครือข่ายสุขภาพระดับตำบลในพื้นที่
เกิดการประสานงาน ประสานความร่วมมือ เชื่อมโยงเครือข่ายสุขภาพทุกภาคส่วน
ให้มีการขับเคลื่อน ทำงานร่วมกันมากขึ้น เกิดความเข้มแข็ง
บนพื้นฐานการยอมรับ การเข้าใจและใช้ประโยชน์
จากจุดแข็งที่แตกต่างกันตามบทบาทของเครือข่ายโดยมีเป้าหมายสูงสุด
ที่จะพัฒนาเครือข่ายสุขภาพสู่การพึ่งตนเองด้านสุขภาต่อไป

จากความสำคัญดังกล่าว สำนักงานสาธารณสข จ.อุดรธานี
จึงได้จัดการประชุม เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายสุขภาพ จ.อุดรธานี
เรื่อง การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพโดยใช้แผนที่ยุทธศาตร์ ขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพและแลก
เปลี่ยนเรียนรู้ ประสบการณ์
การบริหารกองทุหลักประกันสุขภาพของเครือข่ายสุขภาพ จ.อุดรธานี
และเพื่อพัฒนาศักยภาพ เครือข่ายสุขภาพ จ.อุดรธานี ให้มีความรู้
และสมรรถนะในการส่งเสริม สนับสนุนความร่วมมือในการจัดการสุขภาพ

นายกฤษเพชรกล่าวว่า ใน การดำเนินงานพัฒนาเครือข่ายสุภาพ
จ.อุดรธานี ภายใต้ยุทธศาตร์การพัฒนาสุขภาพจังหวัด
โดยใช้กลยุทธ์การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสังคมและคุณภาพชีวิตที่ดีของ
ประชาชน การดำเนินงานดังกล่าวจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์นั้น
คงไม่ใช่หน้าที่ของบุคลากรด้านสาธารณสุขเพียงฝ่ายเดียว
แต่เป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ที่สำคัญเครือข่ายสุขภาพในพื้นที่ ได้แก่ แกนนำสุขภาพระดับตำบล
อสม.ที่จะต้องประสานความร่วมมือให้เกิดการขับเคลื่อนในการจัดการสุขภาพของตน
เอง ครอบครัว ชุมชน ใ้ห้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประชาชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ที่มีทบาทสำคัญในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลสุขภาพ
เพื่อให้ประชาชนไดึ้่พึ่งตนเองได้

วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2552

รวบเสี่ยฟอกหนังเมืองปากน้ำค้ายาไอซ์-ยาอีให้วัยรุ่นอุดรฯ

อุดรธานี-ตำรวจอุดรฯ รวบเสี่ยรับซื้อหนังส่งโรงฟอกที่สมุทรปราการ
ลอบนำยาไอซ์และยาอีจำหน่ายให้วัยรุ่น
หวังหลับนอนกับลูกค้าสาวที่ไม่มีเงินซื้อยาและมักจะเอาตัวเข้าแลก

วันที่ 19 มิ.ย. เวลา 16.30 น. พ.ต.อ.สมเกียรติ เกิดจงรักษ์
รองผบก.ภ.จว.อุดรธานี , พ.ต.ท.ภัทรพล กมล รอง ผกก.กลุ่มงาน
สส.ภ.จว.อุดรธานี, พ.ต.ต.สุชัย นันแก้ว สว.กลุ่มงาน สว.สส.
พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนทิวา ได้ทำการจับกุมนายอิทธิศักดิ์
หรือเสี่ยอ้วน อุดมผลพัฒนพร เดิมชื่อ นายทิวา อุดมผลพัฒนพร อายุ 44 ปี
บ.209/1 ม.6 ต.บางปูใหม่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ และ นายสมชาย ปรางค์ศรี
อายุ 41 ปี บ.51/9 ม.11 แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. พร้อมของกลาง
ยาไอซ์จำนวน 3 ถุง รวมน้ำหนัก 2.70 กรัม ยาอี 1 เม็ด และอีกครึ่งเม็ด

นอกจากนี้ยังมีเงินสดในการล่อซื้อ 4,000 บาท อาวุธปืนขนาด 9 มม. 1
กระบอก เครื่องกระสุนปืนขนาด 9 มม. 42 นัด กระสุนปืนขนาด .45 มม. 6 นัด
ปืนยาวอัดลม 1 กระบอก คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 2 เครื่อง โทรศัพท์มทอถือ 7
เครื่อง อุปกรณ์การเสพยาไอซ์ 4 ขวด สมุดบัญชีธนาคาร 13 เล่ม และ รถยนต์ 2
คัน

ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่สืบทราบว่า มีค้ายาเสพติดรายใหญ่ ใน
อ.หนองหาร ขายยาให้กับกุล่มวัยรุ่น ใน จ.อุดรธานี ได้สั่งการให้
พ.ต.ท.ภัทรพล ฯ และ พ.ต.ต.สุชัย ฯ วางแผนจับกุม
โดยได้ติดต่อล่อซื้อยาไอซ์จำนวน 1 ถุง ในราคา 4,000 บาท ทางโทรศัพท์
และนัดมอบส่งกันที่บ้านเลขที่ 602 ม.6 บ้านผักตบ ต.ผักตบ อ.หนองหาน
ซึ่งทราบภายหลังว่าเป็นบ้านของ นายอิทธิศักดิ์ หรือเสี่ยอ้วน
ได้เปิดเป็นสถานที่รับซื้อหนัง วัว และหนังควาย
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้นำกำลังไปทำการดักซุ่มรออยู่รอบบริเวณ
แล้วให้สายลับเข้าไปล่อซื้อ และแสดงตัวเข้าจับกุม
จากการตรวจค้นภายในบ้านพบตัว นายสมชาย ปรางค์ศรี พร้อมกับของกลางดังกล่าว
จึงได้ทำการตรวจยึด และควบคุมตัวมายัง สภ.เมืองอุดรธานี

จากการสอบสวนนายอิทธิศักดิ์ หรือเสี่ยอ้วน สารภาพว่า ซื้อยยาไอซ์
มาจากนายใหม่ ไม่ทราบชื่อและนามสกุล ที่ กทม. 4 ถุง ราคา 4,000 บาท
แล้วนำมาจำหน่ายให้กับกลุ่มวัยรุ่นราคาถุงละ 4,000 บาท
และก็หวังที่จะหลับนอนกับสาววัยรุ่น ที่ไม่มีเงินมาซื้อยาไอซ์ไปเสพ
และได้เอาตัวเข้าแลกหลับนอนกับตน มาได้ 3-4 คนแล้ว

นายอทธิศักดิ์ หรือเสี่ยอ้วน ให้การว่า
ตนมีอาชีพรับซื้อหนังวัวและหนังควาย ในอำเภอหนองหาน
แล้วจะนำไปส่งต่อที่โรงงานฟอกหนัง ใน จ.สมุทรปราการ
โดยจะเดินทางไปส่งครั้งละ10 ตัน ด้วยรถบรรทุก 10 ล้อ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
พร้อมทั้งจะซื้อยาไอซ์มาด้วยทุกครั้ง
ส่วนยาอีนั้นนายใหม่ให้มาเพื่อนำไปลองเสพ ส่วนอาวุธปืนนั้น
ซื้อมานานแล้วในราคา 75,000 บาท ไว้ป้องกันตัว
เนื่องจากตนเองต้องเดินทางบ่อย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหานายอทธิศักดิ์ มียาเสพติดประเภท 1
หรือยาไอซ์ และยาอีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย
มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนนายสมชาย ปรางค์ศรี
ได้ทำการตรวจปัสสาวะ เป็นสีม่วง จึงได้แจ้งข้อหาเสพยาเสพติดประเภท 1
หรือยาไอซ์ โดยผิดกฎหมาย แล้วนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองหาน
ดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป


http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000069601

ผวจ.อุดรฯ-อบต.ใบ้กินไม่กล้าแจงหลังผลาญงบบินดูงานเหมืองโปแตซที่เยอรมนี

อุดรธานี - กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีจี้
อบต.แจงข้อมูลหลังบินไปดูงานทำเหมืองแร่โปแตซที่เยอรมนีร่วม 38 ชีวิต
แต่ใบ้กินอธิบายชี้แจงอะไรไม่ได้ อ้างแต่ไปตามคำสั่งผู้ใหญ่
แม้แต่ผู้ว่าฯ ก็ไม่มีปัญญาอธิบายข้อข้องใจชาวบ้าน นักวิชาการเอ็นจีโอ
จวกผลาญงบแผ่นดินจากภาษีประชาชน

รายงานข่าวแจ้งว่า วานนี้ (17 มิ.ย.)
ตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีประมาณ 40 คน
ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาม่วง
และตำบลห้วยสามพาด ในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี
เพื่อเรียกร้องให้ชี้แจงการไปดูงาน การทำเหมืองแร่โปแตชที่ประเทศเยอรมนี

พร้อมทั้งแนบประเด็นคำถามจากชาวบ้าน นักวิชาการ และนักพัฒนาเอกชน
เรื่องความรู้ที่ได้จากการไปดูงานดังกล่าว ให้นายก
อบต.ทั้งสองตอบข้อข้องใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
และคณะ ซึ่งประกอบด้วย ข้าราชการ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 38 คน
ไปดูงานการทำเหมืองแร่โปแตชที่ประเทศเยอรมนีมาเมือเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและ
ก่อนหน้านี้วันที่ 10
มิ.ย.กลุ่มอนุรักษ์ฯได้ยื่นหนังสือเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจาก
นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี
ขอให้เปิดเผยรายชื่อคณะผู้ดูงาน และนำเสนอผลการดูงาน
แต่ยังไม่มีการชี้แจง จึงได้มายื่นคำถามต่อนายก อบต.ทั้ง 2 ตำบล
ในฐานะตัวแทนของท้องถิ่น ที่ได้ร่วมไปในคณะดูงานครั้งนั้นด้วย

หลังจากนั้นตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์ฯ ได้เดินทางไปยื่นหนังสือ
และชุดคำถาม ณ ที่ทำการอบต.นาม่วง อ.ประจักษ์ศิลปาคม
จ.อุดรธาณีแต่ไม่พบนายก อบต. มีเพียง ร.ต.สมชัย จันทร์ศรี ปลัด
อบต.ออกมารับหนังสือแทน และกล่าวตอบเพียงสั้นๆ
ด้วยน้ำเสียงและท่าทีอึดอัดว่า

"ผมได้ไปศึกษาดูงานการทำเหมืองที่ประเทศเยอรมนีมาจริง
กับคณะของผู้ว่าฯ แต่ที่ไปนั้นมันมีคำสั่งมาจากข้างบน
ถ้าจะให้ตอบว่าทำเหมืองมีผลกระทบ ข้อดีข้อเสียอย่างไร ผมไม่สามารถพูดได้
เพราะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย
ซึ่งหากว่าผู้ใหญ่สั่งมาอย่างไรผมต้องปฏิบัติตาม
ฉะนั้นต้องให้ผู้ใหญ่เป็นผู้มาอธิบายเอง"

หลังจากนั้นเวลา 13.00 น.ของวันเดียวกัน กลุ่มอนุรักษ์ฯ
ได้เดินทางต่อไปยัง ที่ทำการ อบต.ห้วยสามพาด โดยได้พบและยื่นหนังสือกับ
นายประจักษ์ อุดชาชน นายก อบต.ห้วยสามพาด
ที่ออกมาให้การต้อนรับและรับหนังสือด้วยตัวเอง
พร้อมชี้แจงว่าได้ไปดูงานมาจริงและโดยไปดูมา 2 เหมืองแต่จำชื่อไม่ได้
มีทั้งเหมืองที่ดำเนินการอยู่ และเหมืองที่ถูกปิดไปแล้ว
แต่ไม่สามารถให้รายละเอียดได้เพราะไปดูแค่ผิวเผิน
และไม่ได้เข้าไปดูในเขตเหมืองหรือโรงงานผลิตแร่แต่อย่างใด

"ผม ไปดูเหมืองมาจริงๆ โดยใช้งบประมาณของราชการ
แต่ถ้าจะให้พูดถึงว่าการทำเหมืองนั้นมันดีหรือไม่ดี ผมตอบไม่ได้
เพราะว่าไม่ได้ไปเห็นในส่วนที่มันเกิดผลกระทบ และเขาก็นำเสนอแต่ด้านดี
ด้านที่ไม่ดีเขาก็ไม่พาไปดู และคำถามทั้งหมดที่พี่น้องนำมา
ผมจะตอบเป็นลายลักษณ์อักษร
และยืนยันว่าในเรื่องการทำเหมืองในพื้นที่บ้านเรานั้นผมก็เป็นคนหนึ่งที่รัก
หวงแหนแผนดินบ้านเรา แต่ในตำแหน่งหน้าที่แล้วผมก็จะขอวางตัวเป็นกลาง"
นายประจักษ์กล่าว

ด้าน นางมณี บุญรอด รองประธานกลุ่มอนุรักษ์ฯ กล่าวว่า
เป็นที่น่าแปลกใจที่ข้าราชการที่ไปดูเหมืองแร่โปแตสที่เยอรมันมาตั้งแต่นาย
อำนาจ ผการัตน์ ผวจ.อุดรฯ ก็ตอบไม่ได้ว่าไปดูที่ไหน เอาเงินจากไหนไป
หมดไปเท่าไหร่ หรือมีรายชื่อใครไปบ้าง ก็ไม่ตอบยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่า
การไปดูงานในครั้งนี้ที่ใช้งบมหาศาลเอาเงินราชการส่วนไหน
ทำไมต้องไปเยอรมัน แล้วไปดูที่ไหนบ้าง มีใครไปบ้าง ไปเห็นมาแล้ว
มีความเข้าใจต่อการทำเหมืองมากน้อยเพียงไร ก็ไม่มีคำตอบ ไม่มีใครกล้าตอบ

"พวก เราได้รับคำตอบแต่ว่าการไปดูงานเหมืองแร่ครั้งนี้ทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่
เอางบประมาณแผ่นดินจากภาษีของประชาชนไปล้างผลาญ
โดยไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา ไอ้โม่งที่สั่งคงมีอำนาจสูงมาก
สามารถเซ็นอนุมัติงบราชการไปดูเหมือง และเลือกดูแต่ด้านดีๆ เท่านั้น"
นางมณีกล่าว

วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มรภ.อุดรฯ ร่วม ม.ชื่อดังแคนาดาเวิร์กชอปเทคโนโลยีสกัดสมุนไพรไทย

อุดรธานี-มรภ.อุดรธานี ร่วมกับ ม.ทอมสันริเวอร์ ประเทศแคนาดา
เวิร์กชอป"เทคโนโลยีชีวภาพในการทดสอบฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ของสารสกัดสมุนไพร
ไทย" เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านจุลชีววิทยา
ให้นักวิจัยไทยนำไปประยุกต์ใช้ในการวิจัยด้านการสกัดสมุนไพรไทย
และเพิ่มศักยภาพด้านการศึกษาและวิจัย ในด้านอื่นๆ ต่อไป

ณ ศูนย์ฝึกประสบการวิชาชีพอุดรราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ดร.ณัติเทพ พิทักษานุรัตน์ อธิการบดี
เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง
"เทคโนโลยีชีวภาพในการทดสอบฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ของสารสกัดสมุนไพรไทย"

ดร.สมฤดี ศรีทับทิม อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวว่า
ประเทศไทยเป็นแหล่งสมุนไพรที่ใช้รักษาโรคมายาวนาน
แต่ยังขาดแคลนเทคโนโลยีที่จะนำมาพัฒนาด้านเภสัชภัณฑ์สมัยใหม่
ดังนั้นนักวิจัยท้องถิ่น จึงไม่ควรละเลยประโยชน์ของสมุนไพรไทย
และหันมาศึกษาการใช้เป็นยารักษาโรคอย่างจริงจัง คณะวิจัยสาขาวิชาเคมี
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ได้ศึกษาวิจัยพืชในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

โดยมีการเก็บบันทึกภูมิปัญญาชาวบ้าน
ควบคู่ไปกับการจำแนกสารเคมีหลักๆ ในพืชท้องถิ่นที่มีคุณสมบัติเป็นยา
จากการวิจัยในครั้งนี้ได้ทดสอบผลกระทบของสารสกัดจากพืชในเซลล์ของสิ่งมี
ชีวิตที่เรียกว่า "การทดสอบการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (bioactivity test)"
เพื่อทดสอบการยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ของสารสกัดในพืช แต่อย่างไรก็ตาม
นักวิจัยที่เข้าร่วมวิจัย
ยังมีความรู้และทักษะด้านจุลชีววิทยาค่อนข้างจำกัดฃ

ซึ่งปัจจุบันคณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาความรู้ด้านจุลชีววิทยาที่สกัดจากสมุนไพรในท้องถิ่น
โดยส่งสารสกัดจากพืชสมุนไพรไปทดสอบที่สถาบันอื่นๆ ในกรุงเทพ
ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนางานวิจัยทางด้าน
สมุนไพร

ที่นอกจากจะช่วยงานวิจัยเกี่ยวกับสารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในสมุนไพรแล้ว
ยังเป็นประโยชน์ทางด้านการเรียนสำหรับนักศึกษาทางเคมี เทคโนโลยีชีวภาพ
และวิทยาศาสตร์สุขภาพโดยตรง

การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก
สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
และมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ในการจัดอบรมระหว่างวันที่ 12-14 มิถุนายน
2552

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนักวิจัย ทั้งจากภาครัฐ สถาบันวิชาการ
ภาคอุตสาหกรรม คณาจารย์ นักเรียนและนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ปริญญาตรี
ปริญญาโท และปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคอื่นๆ
ในประเทศไทย รวม 80 คน

โดยมีวิทยากรจากภาคชีววิทยา มหาวิทยาลัยทอมสันริเวอร์
ประเทศแคนาดา ผศ.ดร.เนาวรัตน์ ชีพธรรม นักวิชาชีพไทยในประเทศแคนาดา
ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านจุลชีววิทยา
และเป็นผู้จัดการและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเรื่องการค้นพบการยับยั้ง
เชื้อจุลินทรีย์ พร้อมด้วยคณะศาสตราจารย์จากประเทศแคนาดา
มาถ่ายทอดความรู้สู่นักวิจัยไทย

วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุดรฯพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มสูงขึ้น

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by ASTVผู้จัดการออนไลน์
อุดรธานี - เผยประชากรในอุดรธานีป่วยโรคมะเร็งในเพศชายสูง
โดยมะเร็วตับมียอดผู้ป่วยสูงสุดถึงร้อยละ 83.4 ต่อประชากรแสนคน
รองลงมาคือมะเร็งปอด 14.9 ต่อประชากรแสนคน มะเร็งลำไส้ใหญ่ 7.8
ต่อประชากรแสนคนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ (11
มิ.ย.) ที่ห้องประชุมอุดรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล อ.เมืองอุดรธานี
นายแพทย์สมนึก เตมียสถิต ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งอุดรธานี
เป็นประธานปิดการประชุมวิชาการ
เรื่องก้าวไปให้ทันมะเร็งลำไส้ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ให้แก่บุคลากรสาธารณสุข
9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนักศึกษาในพื้นที่ จ.อุดรธานี จำนวน
300 คน พ.ท.นพ.บัญชา ตันชวลิต หัวหน้ากลางงานเทคโนโลยีและสารสนเทศ
ศูนย์มะเร็งอุดรธานี กล่าวว่า จากรายงานอุบติการณ์โรคมะเร็งประชาชนใน
จ.อุดรธานี ปี 2544-2546 พบว่าในเพศชาย โรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1
คือ มะเร็งตับ 83.4 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือมะเร็งปอด 14.9
ต่อประชากรแสนคน มะเ็ร็งลำไส้ใหญ่ 7.8 ต่อประชากรแสนคน ในเพศหญิง
โรคมะเร็งที่พบมากอันดับ 1 คือ มะเร็งตับ 42.6 ต่อประชากรแสนคน
รองลงมาคือมะเร็งปากมดลูก 16.3 ต่อประชากรแสนคน และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 6.5
ต่อประชกรแสนคน จะเห็นว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศชาย ซึ่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้
เหตุผลอันดับหนึ่งก็คือ บุคลากรสาธารณสุขและประชานยังขาดความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
รวมถึงขาดความตระหนักในโรคมะเร็งดังกล่าว ศูนย์มะเร็งอุดรธานี
มีภารกิจด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนา
และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านโรคมะเร็ง
ให้บริการบำบัด รักษาโรคมะเ็ร็งที่ได้มาตรฐาน
รวมทั้งให้การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้รับบริการร่วมกับเครือข่าย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายใน
และภายนอกเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนอตอนบน จากเหตุผลดังกล่าว
ศูนย์มะเร็งอุดรธานีจึงได้จัดประชุมวิชาการเรื่องก้าวไปให้ทันมะเร็งลำไส้
ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ วิทยาการเทคโนโนยีใหม่ๆ
ด้านโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้กับบุคลากรสธารณสุข
สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานด้านการวางแผน
ควบคุมป้องกันและรักษาโรค รวมถึงโรคการวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ให้มีประสิทธิภาพ
รวมถึงสามารถค้นพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มแรกมากขึ้น
มะเร็งลำไส้ใหญ่รักษาหายขาดได้ทัน หากสามารถวินิฉัยได้เร็วขึ้น

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ร้องนายกฯ ชาวบ้าน-นายทุนรุกที่ป่า "ช่องเขาขาด"

อุดรธานี - เจ้าหน้าที่ป่าไม้ อุดรฯบุกตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ
บริเวณช่องเขาขาด ถ.บ้านผือ-อ.น้ำโสม หลังมีประชาชนร้องเรียนถึงนายกฯ
อภิสิทธิ์ ย้ำหากไม่จัดการตามกฎหมายพร้อมเข้าไปบุกรุกเช่นกัน
ผลตรวจสอบมีนายทุนใหญ่ภาคตะวันออกแผ้วถางกว่า 40 ไร่

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.อุดรธานี ว่า วันนี้ (11 มิ.ย.)
นายทรัพย์สิน จงดี นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ
สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 อุดรธานี
พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกัน ปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายป่าไม้ที่
อด.2 หนองแก และ อด.16 เข้าการตรวจสอบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเขือน้ำ
บ้านผือ น้ำโสม นายูง บริเวณริมช่องเขาขาด ถนน อ.บ้านผือ-อ.น้ำโสม
ต.กลางใหญ่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

หลังจากมีประชาชนร้องเรียนไป นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ว่ามีการปล่อยปละละเลยให้การบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ
โดยระบุว่ามีประชาชนบุกรุกล้อมรั้ว ปลูกสร้างบ้านสภาพใหม่
โดยบริเวณนั้นเต็มไปด้วยก้อนหินอันสวยงาม
เหมาะสมนำมาจัดทำสวนพักผ่อนริมทาง หากทางราชการยังเพิกเฉยในการแก้ไขปัญหา
หรือไม่จัดการให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ผู้ร้องจะเข้าไปยึดครองพื้นที่บริเวณนั้นด้วย

ภายหลังการตรวจสอบพบว่า บริเวณร้องเรียนใกล้กับวัดป่า "ภูหินตั้ง"
เป็นป่าสงวนฯจริง มีประชาชนบางส่วนเข้าไปอาศัยอยู่ ตาม มติ ครม.31
มิถุนายน 2541 ซึ่งมีข้อตกลงให้อาศัยอยู่จริง ห้ามขยายพื้นที่
หรือเปลี่ยนมือผู้ถือครอง แต่ปรากฏว่ามีประชาชนเข้ามาบุกรุกเพิ่ม 14 ราย

ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรยากจน ทำการปลูกบ้านหลังคามุงหญ้า
บางรายกำลังก่ออิฐถือปูนถาวร เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบ
และขอให้รื้อย้ายออก มี 5 ราย ยินดีทำตามและช่วยเจ้าหน้าที่รื้อย้ายด้วย

นายทรัพย์สินชี้แจงว่า ชาวบ้านที่เข้ามาบุกรุกใหม่เป็นคนยากจน
มีภูมิลำเนาใน อ.น้ำโสม และ อ.นายูง จึงดำเนินการในลักษณะแจ้งให้ทราบ
การกระทำดังกล่าวผิดกฎหมาย ขอให้ทำการรื้อย้ายออกทั้งหมด
ซึ่งทางราชการพร้อมอำนวยความสะดวก จะไม่ดำเนินคดีกับชาวบ้านทั้งหมด
ก็มีชาวบ้าน 5 รายยินยอมย้ายในวันนี้

ส่วนที่เหลือได้แจ้งให้ทราบว่าให้เวลา 1 เดือน
หากยังไม่ย้ายก็จะดำเนินคดีต่อไป ทั้งนี้มีอยู่ 1 ราย
เป็นนายทุนจากภาคตะวันออก มาครอบครองที่ดินกว่า 40 ไร่
ก็แจ้งให้ออกภายในเวลาเดียวกันด้วย

อุดรฯ อัดงบ 10 ล้านหนุนพัฒนาปลูกมันสำปะหลัง

อุดรธานี - จังหวัดอุดรธานีรณรงค์แนว
ทางการปลูกมันสำปะหลังสมัยใหม่เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น
แก้ปัญหาผลผลิตต่อไร่ต่ำ ทำรายได้เกษตรกรลดลง
เผยมันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจหลักและพืชพลังงานทดแทนที่อยู่ในแผน
ยุทธศาสตร์ด้านการเกษตร
เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยแป้งที่กำลังระบาดในหลายพื้นที่


วันนี้ (11 มิ.ย.) เวลา 10.00 น.ที่แปลงสาธิต บ้านหนองหัวคู
ต.หนองหัวคู อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี นายอำนาจ ผการัตน์
ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดอุดรธานี
ได้ร่วมกับรณรงค์ และสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง

นายสุทธิชัย ยุทธเกษมสันต์ เกษตรจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า
โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลัง ปี 2552
ตามโครงการแผนพัฒนาจังหวัดอุดรธานีโครงการดังกล่าวได้รับงบประมาณ 10
ล้านบาทใช้ทำ 4 กิจกรรมใหญ่ๆ ประกอบด้วย
การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง
การจัดทำแปลงสาธิตเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
การสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพอัดเม็ดแก่เกษตรกร
และการติดตามปละประเมินผล ให้กับเกษตรกร 20,000 คน

กิจกรรมวันนี้เป็นการจัดทำแปลงสาธิตเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
เพื่อรณรงค์และประชาสัมพันธ์ให้พี่น้องเกษตรกรและผู้ที่สนใจในพื้นที่
จังหวัดอุดรธานีได้เล็งเห็นความสำคัญของการปลูกมันสำปะหลัง
เป็นการสาธิตการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตมันสำปะหลังให้พี่น้องเกษตรกรได้
เห็นขั้นตอนในการผลิต
และเป็นการสร้างงานและเพิ่มรายได้ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดี
ขึ้น

นายสุทธิชัยกล่าวต่อว่า
จากข้อมูลพื้นฐานการปลูกมันสำปะหลังของจังหวัดอุดรธานี
นั้นเดิมมีพื้นที่ปลูกจำนวน 176,877 ไร่ มีผลผลิตเฉลี่ย 3,700
กิโลกรัมต่อไร่ ได้ผลผลิตรวมจำนวน 654,444 ตัน คิดเป็นเงิน 1,145 ล้านบาท

"ปัจจุบันการผลิตมันสำปะหลัง มีปัญหาผลผลิตต่อไร่ค่อนข้างต่ำ
ไม่คุ้มค่าต่อการลงทุน สาเหตุสำคัญพบว่าดินขาดความอุดมสมบูรณ์
เกษตรกรขาดการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมและขาดการบริหารจัดการที่ดี"

ด้าน นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวว่า
ในฐานะที่ตนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งมีความรู้สึกเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกร
ที่ต้องประสบปัญหาในการปลูกมันสำปะหลัง
จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ทางด้านการเกษตร โดยเน้นพืชเศรษฐกิจหลัก
และพืชทดแทนพลังงาน
และได้มอบหมายให้เกษตรจังหวัดอุดรธานีกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการ
ผลิตมันสำปะหลังให้เป็นรูปธรรม
เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยยึดหลักวิชาการสมัยใหม่

ขณะที่ นายปวิต ถมยาวิทย์ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุดรธานี ระบุว่า
มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันมากในจังหวัดอุดรธานี
ที่ผ่านมามักไม่ค่อยมีศัตรูทำลายความเสียกับพืชชนิดนี้มากนัก
แต่ระยะหลังสภาพดินฟ้าอากาศได้เปลี่ยนแปลงไปโดยมีอุณหภูมิสูงขึ้น
สภาพอากาศเช่นนี้ทำให้เกิดการระบาดของเพลี้ยแป้ง
ซึ่งส่งผลเสียหายแก่เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังได้

นายปวิตกล่าวอีกว่า เพลี้ยแป้งเป็นแมลงตัวแบนขนาดเล็ก
ตัวเต็มวันลำตัวกว้างประมาณ 2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร
ตัวมีแป้งปกคลุม ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ
ของลำต้นมันสำปะหลัง ของเหลวที่ขับถ่ายออกมาเป็นอาหารอย่างดีของเชื้อราดำ
หากสภาพอากาศแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน
ต้นมันสำปะหลังจะมีอาการยอดแห้งหรือยอดหงิกเป็นพุ่ม
ถ้าระบาดในขณะต้นยังเล็กจะกระทบต่อการสร้างหัวหรือทำให้ลำต้นมันสำปะหลังตาย
ได้

ขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งว่า
ได้มีการระบาดของเพลี้ยแป้งในเขตภาคอีสานตอนล่าง ภาคตะวันออก ภาคกลาง
คาดว่าจะสร้างความเสียหายไม่น้อยกว่าสามแสนไร่
สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด
กรมวิชาการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังในช่วงฤดูฝน
เพื่อให้มันสำปะหลังแข็งแรง ต้านทานต่อโรค

ที่สำคัญอย่าใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่มีเพลี้ยแป้งติดอยู่ตายอดมา
ปลูกโดยเด็ดขาด เนื่องจากขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่พบว่า
ท่อนมันสำปะหลังที่ใช้ทำพันธุ์ในเขตตำบลนาทราย อำเภอพิบูลย์รักษ์
จังหวัดอุดรธานี มีเพลี้ยแป้งติดอยู่ที่ตายอดที่แตกใหม่เป็นจำนวนมาก
หากไม่ทำลายท่อนพันธุ์ดังกล่าวและนำไปปลูกในแปลง
อาจจะเกิดการระบาดขึ้นในจังหวัดอุดรธานีเป็นวงกว้างได้

นอกจากนี้
ควรถอนต้นหรือตัดส่วนของลำต้นที่มีเพลี้ยแป้งจำนวนมากไปเผาทำลาย
แต่ถ้าพบการระบาดเป็นจำนวนมากควรกำจัดด้วยยาฆ่าแมลง แอนทาราโตกุโรออน
หรือแอ็กทาลิก หรือแจ้งเกษตรตำบล เกษตรอำเภอในท้องที่
เพื่อหาทางแก้ไขป้องกันกำจัดมิให้มีการระบาดเป็นวงกว้าง

เหยื่อ นปช.ทุ่งศรีเมืองเลือด "ธันยนันท์" เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ด้าน ตร.อ้างมีภาพวิดีโอเป็นหลักฐาน

อุดรธานี- เหยื่อเสื้อแดง "ธันยนันท์" จากเหตุการณ์ 24
ก.ค.เลือดทุ่งศรีเมือง ที่ถูกรุมสกรัมเข้ารับฟังข้อกล่าวหาแล้ว
โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจแจงภาพวิดีโอที่ฝ่ายตำรวจบันทึกไว้
เห็นมีการตีกันอยู่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าหนองประจักษ์
ก่อนที่ทางชมรมคนรักอุดรจะมีการพังสิ่งกีดขวางเข้ามารุมทำร้าย
จำเป็นต้องตั้งข้อหาเอาผิด


รายงานข่าวแจ้งว่า เช้าวันนี้ (8 มิ.ย.) ที่
สถานีตำรวจเมืองอุดรธานี นาง ธันยนันท์ จรัสจิรวงศ์, นายรังษี ศุภชัยสาคร
พร้อมด้วยทนายความ ได้เดินทางเข้าพบกับ พ.ต.ต.กีรติกร กลัดกันแสง
พงส.(สบ.) สภ.เมืองอุดรธานี
เพื่อมาพบตามหมายเรียกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดยมีพี่น้องพันธมิตรฯอุดรธานีจำนวนหนึ่ง มาร่วมให้กำลังใจ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย
สภ.เมืองอุดรธานี ได้ออกหมายเรียกผู้ต้องหา ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2552
ไปยัง นางธันยนันท์ จรัสจิรวงศ์ บ้านเลขที่ 229 หมู่ 1 ต.กุมภวาปี
อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี เพื่อให้ไปรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการ ในข้อหา
"ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นได้รับอันตรายแก่ร่างกาย
สาหัส ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวาย"

โดยระบุให้ นางธันยนันท์ ไปพบ พ.ต.ต.กีรติกร กลัดกันแสง พงส.(สบ)
สภ.เมืองอุดรธานี ในวันที่ 8 มิถุนายน 2552
หากขัดหมายเรียกจะถือเป็นเหตุให้ออกหมายจับ

สำหรับที่มาของหมายเรียกดังกล่าว
สืบเนื่องจากกรณีเหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงนำโดยนายขวัญชัย สาราคำ และ
นายอุทัย แสนแก้ว
ได้นำพรรคพวกไปปิดล้อมรุมทำร้ายร่างกายกลุ่มพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย ขณะเตรียมจัดตั้งเวทีปราศรัยทางการเมืองที่ทุ่งศรีเมือง
เมื่อบ่ายวันที่ 24 กรกฎาคม 2551

พ. ต.ต.กีรติกร กลัดกันแสง พงส.(สบ) สภ.เมืองอุดรธานี
กล่าวชี้แจงว่า จากภาพถ่ายวิดีโอต่างๆ ของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในส่วนของ
นางธันยนันท์ นั้น ทางเจ้าหน้าที่เห็นภาพของ นางธันยนันท์ ปรากฏ
โดยเห็นว่ามีการตีกันอยู่บริเวณด้านหน้าประตูทางเข้าหนองประจักษ์
ก่อนที่ทางชมรมคนรักอุดรจะมีการพังสิ่งกีดขวางเข้ามารุมทำร้าย

ภาพบันทึกดังกล่าว เป็นหลักฐานให้ทางเจ้าหน้าที่ เชื่อว่า
นางธันยนันท์ ไม่ใช่ผู้เสียหายอย่างเดียว มีส่วนในการกระทำความผิดด้วย
โดยสำนวนดังกล่าวทางเจ้าที่ตำรวจมีความเห็นมาตั้งนานแล้วว่า
บุคคลในภาพวิดีโอ คือ นางธันยนันท์ ต้องถูกดำเนินคดี

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียก นางธันยนันท์
มาพบครั้งหนึ่งแล้ว
แต่ทางสภาทนายความได้มีหนังสือมาขอเลื่อนว่าขอเข้าพบในวันถัดไป
แต่ว่าสำนวนของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรอไม่ได้เราจึงรีบสรุปสำนวน
พร้อมผู้ต้องหาคนอื่นๆ ในกลุ่มของชมรมคนรักอุดร เพื่อทำการส่งไปให้อัยการ

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการส่งสำนวนไปให้อัยการทั้งหมด 39 คน
แต่ไปพบอัยการแค่ 33 คน ซึ่งทางอัยการก็รับสำนวนตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม
2551 จนกระทั่งมีความเห็นสั่งฟ้องทั้ง 39 คน หนึ่งในนั้นก็มี
นางธันยนันท์ ด้วย และอีกคนก็คือ นายรัตน์ชัย ทองสุข
ซึ่งมีหลักฐานว่านายรัตน์ชัย มีหนังสติ๊กเหน็บที่เอว
ซึ่งเป็นหลักฐานที่น่าเชื่อว่า ใช้อาวุธในการโต้ตอบถึงแม้จะบาดเจ็บก็ตาม
ในส่วนของนายรัตน์ชัยที่ไม่ได้ออกหมายจับนั้น
ก็เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับไปแล้ว

พ.ต.ต.กีรติกร กล่าวต่อว่า หลังจากที่อัยการมีความเห็นสั่งฟ้อง
และได้นัดผู้ต้องไปพบเพื่อรับทราบคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปทั้งหมด 24 คน
ไม่รวม นายขวัญชัย สาราคำ และ นายอุทัย แสนแก้ว
เพราะอัยการเห็นว่ามีตำแหน่งทางการเมือง
และได้มีหนังสื่อมายังเจ้าหน้าตำรวจให้ส่งตัวผู้ต้องหาอีก 9 คน
ที่ไม่ไปพบให้ไปพบอัยการ โดยนัดตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2551 เป็นต้นมา
แต่ก็มาบ้างไม่มาบ้าง

เจ้าหน้าที่จึงได้ออกหมายเรียกบุคคลที่เหลือมารับทราบข้อกล่าวว่า
ซึ่งหากบุคคลที่มีหมายเรียกไม่มาตามหายเรียก ก็จะต้องออกหมายจับ
โดยขั้นตอนดังกล่าวทางเจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการตามกฎหมาย

หลังจากเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ส่งตัวไปยังอัยการต่อไป

อนึ่ง การออกหมายเรียก นางธันยนันท์
ของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้เป็นที่กังขาของพี่น้องพันธมิตรฯเป็นอย่างมาก
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ที่ทุ่งศรีเมือง
นางธันยนันท์ เป็นผู้ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนักจนต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล
แต่กลับถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำร้ายผู้อื่น

นอกจากนี้ การดำเนินคดี นายรัตน์ชัย ทองสุข
โดยใช้หลักฐานเพียงมีหนังสติ๊กเหน็บที่เอว ก็สร้างความน่าสงสัยเช่นกัน
เพราะหากจะใช้หลักฐานเพียงเท่านี้
ทางกลุ่มคนเสื้อแดงควรถูกดำเนินคดีเป็นร้อยคน
เพราะจากภาพที่ปรากฏกลุ่มคนเสื้อแดงมีการถืออาวุธอย่างชัดเจน
ทั้งไม้หน้าสาม ขวาน แท่งเหล็ก และหนังสติ๊ก
ซึ่งมีภาพการยิงหนังสติ๊กเข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ให้เห็นจะจะหลายคน

อุดรฯพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มสูงขึ้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 มิถุนายน 2552 12:14 น.
อุดรธานี - เผยประชากรในอุดรธานีป่วยโรคมะเร็งในเพศชายสูง
โดยมะเร็วตับมียอดผู้ป่วยสูงสุดถึงร้อยละ 83.4 ต่อประชากรแสนคน
รองลงมาคือมะเร็งปอด 14.9 ต่อประชากรแสนคน มะเร็งลำไส้ใหญ่ 7.8
ต่อประชากรแสนคนและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น


เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ (11 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมอุดรดุษฎี
โรงแรมเจริญโฮเต็ล อ.เมืองอุดรธานี นายแพทย์สมนึก เตมียสถิต
ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งอุดรธานี เป็นประธานปิดการประชุมวิชาการ
เรื่องก้าวไปให้ทันมะเร็งลำไส้ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 ให้แก่บุคลากรสาธารณสุข
9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนักศึกษาในพื้นที่ จ.อุดรธานี จำนวน
300 คน

พ.ท.นพ.บัญชา ตันชวลิต หัวหน้ากลางงานเทคโนโลยีและสารสนเทศ
ศูนย์มะเร็งอุดรธานี กล่าวว่า จากรายงานอุบติการณ์โรคมะเร็งประชาชนใน
จ.อุดรธานี ปี 2544-2546 พบว่าในเพศชาย โรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1
คือ มะเร็งตับ 83.4 ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือมะเร็งปอด 14.9
ต่อประชากรแสนคน มะเ็ร็งลำไส้ใหญ่ 7.8 ต่อประชากรแสนคน

ในเพศหญิง โรคมะเร็งที่พบมากอันดับ 1 คือ มะเร็งตับ 42.6
ต่อประชากรแสนคน รองลงมาคือมะเร็งปากมดลูก 16.3 ต่อประชากรแสนคน
และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 6.5 ต่อประชกรแสนคน
จะเห็นว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ขยับขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศชาย ซึ่งจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้
เหตุผลอันดับหนึ่งก็คือ บุคลากรสาธารณสุขและประชานยังขาดความรู้
ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
รวมถึงขาดความตระหนักในโรคมะเร็งดังกล่าว

ศูนย์มะเร็งอุดรธานี มีภารกิจด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนา
และถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านโรคมะเร็ง
ให้บริการบำบัด รักษาโรคมะเ็ร็งที่ได้มาตรฐาน
รวมทั้งให้การบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพแก่ผู้รับบริการร่วมกับเครือข่าย
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภายใน
และภายนอกเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนอตอนบน

จากเหตุผลดังกล่าว
ศูนย์มะเร็งอุดรธานีจึงได้จัดประชุมวิชาการเรื่องก้าวไปให้ทันมะเร็งลำไส้
ใหญ่ในศตวรรษที่ 21 เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ วิทยาการเทคโนโนยีใหม่ๆ
ด้านโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ให้กับบุคลากรสธารณสุข
สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานด้านการวางแผน
ควบคุมป้องกันและรักษาโรค รวมถึงโรคการวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
ให้มีประสิทธิภาพ
รวมถึงสามารถค้นพบผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะเริ่มแรกมากขึ้น
มะเร็งลำไส้ใหญ่รักษาหายขาดได้ทัน หากสามารถวินิฉัยได้เร็วขึ้น

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

อุดรฯติวเข้มแกนนำลูกเสือชาวบ้านสร้างความสมานฉันท์

อุดรธานี - จังหวัดอุดรฯเปิดอบรมวิทยากรลูกเสือชาวบ้านทั้ง 24 อำเภอ
หวังเป็นแกนนำสร้างเครือข่ายฟื้นกิจการลูกเสือ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
นำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์ในชาติต่อไป

วันนี้ (8 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมอุรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล
อ.เมืองอุดรธานี นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการ จ.อุดรานี
เป็นประธานเปิดการสัมมนาผู้อำนวยการฝึกและวิทยากรลูกเสือชาวบ้าน ทั้ง 20
อำเภอในพื้นที่ จ.อุดรธานี รวม 348 คน

นายวิเชียร ปิยะวรากร ปลัด จ.อุดรธานี กล่าวว่า
ตามที่กระทรวงมหดไทย
ได้มีนโยบายเร่งด่วนแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ
ในด้านการสร้างความสามัคคีของคนในชาติ
โดยฟื้นฟูกิจการลูกเสือชาวบ้านทุกจังหวัด เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติแด่
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ กระทรวงมหาดไทย
จึงได้ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้าน ในพระบรมราชานุเคราะห์
ดำเนินการขับเคลื่อนกิจการลูกเสือชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเป็นการสร้างความสมานฉันท์
และสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคมไทย

ในปีนี้ จ.อุดรธานี มีนโยบายที่จะดำเนินการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้าน
ให้ได้ 84 รุ่น เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
จ.อุดรธานี จึงได้จัดทำแผนการดำเนินการฝึกอบรมทบทวนลูกเสือชาวบ้านขึ้น
โดยยึดหลักกิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นกระบวนการในการพัฒนาประชาชนให้เป็น
พลเมืองที่ดีมีคุณภาพ มีจิตสำนึกความรับผิดชอบและเสียสละต่อส่วนรวม
สร้างความรักความสามัคคี และความสมานฉันท์ของคนในชาติ
ให้มีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ
วิทยากรลูกเสือชาวบ้านได้มีกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ
เพื่อเป็นการสนองตอบนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย
ในการสร้างความรัก ความสามัคคี ความสมานฉันท์ของคนในชาติ
เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
และเพื่อทำให้การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านมีประสิทธิภาพ
และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน

นายอำนาจ กล่าวว่า
ในปัจุบันประเทศกำลังประสบปัญหาทางสังคมที่ความแตกแยก
โดยเฉพาะแนวความคิดทางการเมือง จนนำไปสู่วิกฤตทางการเมือง
ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรฐกิจ
และต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย ประชาชนขาดความรักสามัคคี
ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
การฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคี
สมานฉันท์ ปลูกฝังอุดมการณ์ให้มีความจงรักภักดีในสถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์

ในโอกาสที่ผู้อำนวยการฝึกและวิทยากรลูกเสือชาวบ้านได้มาประชุมสัมมนา
ในครั้งนี้ จึงขอให้ช่วยกันเสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ
โดยใช้แนวทางสันติ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
เพื่อประเทศชาติบังเกิดความสงบสุขร่วมเย็นต่อไป

พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาในอุดรฯแล้ว 5 ราย ล้วนเป็น นศ.พยาบาลแดนใต้

อุดรธานี- พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยา จำนวน 5 ราย ต้องสงสัยอีก 1
ล้วนเป็นนักศึกษาตามโครงการผลิตพยาบาลเพื่อแก้ปัญหาแพทย์
พยาบาลขาดแคลนในพื้นที่ภาคใต้
หลังจากที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงปิดเทอม

วันนี้ (4 มิ.ย.) ณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
ทางสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี โดยฝ่ายควบคุมโรคได้นำเครื่องพ่นหมอกควัน
จำนวน 2 เครื่อง มาทำการพ่นฉีดควันทำร้ายยุงลายที่เป็นพาหะโรคชิคุนกุนยา
บริเวณรอบหอพักชายและหญิง ในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
หลังจากพบผู้ป่วยโรคโรคชิคุนกุนยา 5 ราย ต้องสงสัย 1 ราย

นางนวลใย พิศชาติ ผอ.วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
ได้เปิดเผยว่า วิทยาลัยทำการเปิดเทอมเมือวันที่ 3 มิถุนายน 2552
ที่ผ่านมา ซึ่งนักศึกษาเหล่านี้เป็นนักศึกษาตามโครงการผลิตพยาบาลเพื่อแก้ปัญหาแพทย์
พยาบาล ขาดแคลนในพื้นที่ภาคใต้ เข้ามาศึกษาที่วิทยาลัยร่วมอยู่ด้วย

สำหรับนักศึกษาของวิทยาลัยพยาบาล ขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 364 คน
เป็นนักศึกษาเป็นนักศึกษาตามโครงการ จำนวน 140 คน รวม 504 คน
ซึ่งก่อนจะปิดภาคเรียนทางวิทยาลัย
ได้ทำการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงต่างๆ และยุงพาหะแล้ว
โดยทำการใส่ทรายอะเบท เพื่อทำการกำจัดยุงต่างๆ

พร้อมทั้งแนะนำให้นักศึกษาที่กลับไปอยู่ที่บ้านให้ดูแลตัวเองในการป้องกันโรคชิคุนกุนยา

นางนวลใย กล่าวว่า หลังจากทางวิทยาลัยได้เปิดเทอม ก็ได้สำรวจพบว่า
มีนักศึกษาพยาบาลภาคใต้ที่กลับมาจากภูมิลำเนาทั้ง 140 คน ก็ทราบว่า
นักศึกษาเป็นโรคชิคุนกุนยา จำนวน 5 ราย
ซึ่งได้รักษาทำการตัวแล้วหายจากโรคนี้แล้ว จำนวน 3 ราย ส่วนอีก 2 ราย
ที่พบเชื้อและอีก 1 รายที่ต้องสงสัย ทางวิทยาลัยได้ทำการแยกตัวออกไปรักษา

โดยให้ไปพักอยู่หอพักด้านหลังของวิทยาลัย
เพื่อทำการกักกันไม่ให้เชื้อแพร่ระบาด ซึ่งตอนนี้มีอาการค่อยๆ ดีขึ้นมาก

น.ส.นิฟาซีลา แวดาโอะ อายุ 22 ปี ชาว จ.ปัตตานี เป็น นศ.พยาบาล ปี
3 ได้บอกว่า สำหรับโรคชิคุนกุนยา
คนที่อยู่ภาคใต้เป็นโรคนี้กันมานานแล้วไม่ใช่โรคใหม่
ส่วนใหญ่ที่เป็นกันจะทำการรักษาโรคนี้ด้วยภูมิปัญญาของตนเอง
ในการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนให้มากที่สุดแล้วอาการจะดีขึ้นมาเรื่อยๆ
ก็หายไปเอง

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พบนักศึกษาแพทย์อุดร5รายเป็นโรคชิคุนกุนยา

from MOPH-ข่าวภูมิภาค by เว็บไซต์สยามรัฐ
นางนวล ใย พิศชาติ ผอ.วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี เปิดเผยว่า
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีทำการเปิดเทอมเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2552
ที่ผ่านมา โดยมีนักศึกษาเดินทางมาจากภาคใต้ตามโครงการผลิตพยาบาลเพื่อแก้ปัญหาแพทย์
พยาบาลขาดแคลน ป่วยเป็นโรคชิคุนกุนยาแล้วจำนวน 5 ราย สงสัยอีก 1 ราย
ซึ่งได้รักษาทำการตัวแล้วหายจากโรคนี้แล้ว จำนวน 3 ราย ส่วนอีก 2 ราย
ที่พบเชื้อและอีก 1 รายที่ต้องสงสัย ซึ่งแนวทางในการป้องกัน ทางวิทยาลัยฯ
ได้ทำการแยกตัวออกไปรักษากักบริเวณเพื่อไม่ให้แพร่เชื้อแล้ว
สำหรับนักศึกษาของวิทยาลัยพยาบาลที่เดินทางมาจากภาคใต้มี จำนวน 140 คน
ขณะเดียวกัน ฝ่ายควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจ.อุดรธานี
ได้นำเครื่องพ่นหมอกควัน จำนวน 2 เครื่อง
มาทำการพ่นฉีดควันทำร้ายยุงลายที่เป็นพาหะโรคชิคุนกุนยา
บริเวณรอบหอพักชายและหญิง ในวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีอุดรธานี
หลังจากพบผู้ป่วยโรคโรคชิคุนกุนยา 5 ราย ต้องสงสัย 1 ราย
เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ด้วย ทางด้าน น.ส.นิฟาซีลา แวดาโอะ อายุ 22 ปี
ชาว จ.ปัตตานี เป็น นศ.พยาบาล ปี 3 เปิดเผยว่า สำหรับโรคชิคุนกุนยา
คนที่อยู่ภาคใต้เป็นโรคนี้กันมานานแล้วไม่ใช่โรคใหม่
ส่วนใหญ่ที่เป็นกันจะทำการรักษาโรคนี้ด้วยภูมิปัญญาของตนเอง
ในการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนให้มากที่สุดแล้วอาการจะดีขึ้นมาเรื่อยๆ
ก็หายไปเอง ซึ่งมั่นใจว่าการเดินทางมาศึกษา จะไม่ให้ให้--

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

พิลึก! ตร.อุดรฯตั้งข้อหา พธม.ทำร้ายผู้อื่นเหตุการณ์ 24 ก.ค.ทั้งที่เสื้อแดงรุมตีเลือดอาบ

ศูนย์ข่าวขอนแก่น - พิลึก! เหตุการณ์ 24 กรกฏาคม เลือดทุ่งศรีเมือง
ตำรวจอุดรฯออกหมายเรียกพี่น้องพันธมิตรฯรับฟังข้อกล่าวหาทำร้ายผู้อื่น
-มั่วสุมก่อความวุ่นวาย 8 มิ.ย.นี้
ทั้งที่ถูกอันธพาลเสื้อแดงรุมตีจนเลือดอาบ

รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ได้มีหมายเรียกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
โดย สภ.เมืองอุดรธานี ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2551 ไปยังนางธันยนันท์
จรัสจิรวงศ์ บ้านเลขที่ 229 หมู่ 1 ต.กุมภวาปี อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี
เพื่อให้ไปรับทราบคำสั่งฟ้องของอัยการ ในข้อหา
"ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นได้รับอันตรายแก่ร่างกาย
สาหัส ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
ใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวาย"

ทั้งนี้ ระบุให้ นางธันยนันท์ ไปพบ พ.ต.ต.กีรติกร กลัดกันแสง
พงส.(สบ.) สภ.เมืองอุดรธานี ในวันที่ 8 มิถุนายน 2552 นี้
หากขัดหมายเรียกจะถือเป็นเหตุให้ออกหมายจับ

สำหรับที่มาของหมายเรียกดังกล่าว
สืบเนื่องจากกรณีเหตุการณ์กลุ่มคนเสื้อแดงนำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา
(สาราคำ) และ นายอุทัย แสนแก้ว
ได้นำพรรคพวกไปปิดล้อมรุมทำร้ายร่างกายกลุ่มพี่น้องพันธมิตรประชาชนเพื่อ
ประชาธิปไตย ขณะเตรียมจัดตั้งเวทีปราศรัยทางการเมืองที่ทุ่งศรีเมือง
เมื่อบ่ายวันที่ 24 กรกฎาคม 2551

ในช่วงเวลาดังกล่าวพี่น้องเครือข่ายพันธมิตรฯทั้งในอุดรธานีและ
จังหวัดใกล้เคียงได้ทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมรอฟังปราศรัย
แต่ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงภายใต้การนำของนายขวัญชัยและนายอุทัยถือทั้งไม้
ทั้งของมีคม ไล่ตีทำร้ายร่างกายพี่น้องพันธมิตรฯจนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
และนางธันยนันท์
ก็เป็นหนึ่งในพี่น้องพันธมิตรฯที่ถูกชายฉกรรจ์เสื้อแดงรุมตีจนเลือดอาบ

การ ออกหมายเรียกนางธันยนันท์
ของเจ้าหน้าที่ตำรวจครั้งนี้เป็นที่กังขาของพี่น้องพันธมิตรฯเป็นอย่างมาก
เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2551 ที่ทุ่งศรีเมือง
นางธันยนันท์เป็นผู้ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนักจนต้องเข้ารักษาตัว
ที่โรงพยาบาลแต่กลับถูกแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นผู้ทำร้ายผู้อื่น